กลุ่ม JMART สุดร้อนแรง ราคาหุ้นพุ่งเกิน 100% มีอะไรซ่อนอยู่ ?

สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังนอกจากเงินปันผลแล้ว คงหนีไม่พ้นกำไรจากการขายหุ้น (แคปปิตอลเกน) แต่ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนท่ามกลางการระบาดของ COVID-19 เช่นนี้ จึงเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต่างต้องยอมรับ และหลายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง หนึ่งในนั้นก็มีกลุ่ม JMART ที่ Wealthy Thai จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งจะร้อนแรงมากแค่ไหน วันนี้เรารวบรวมมาให้แล้ว

             

สำหรับกลุ่ม JMART ที่เทรดในตลาดหุ้นจะมีด้วยกัน 4 หลักทรัพย์ คือ JMART ที่ถือเป็นบริษัทแม่ ที่ประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่น ธุรกิจหลักของบริษัทแกนคือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการทุกเครือข่ายรวมถึงการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดจัดจำหน่ายกล้องดิจิทัล และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

             

ตามด้วย SINGER เป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” เช่น จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในบ้านต่างๆ นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้าเชิงพาณิชย์ เช่น เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตร ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ตู้เติมน้ำมันแบบหยอดเหรียญ เครื่องทำน้ำหวานเกล็ดหิมะ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และหลากหลายทั้งกลุ่มลูกค้าบ้าน และกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ ผ่านร้านค้าปลีกซึ่งเป็นสาขาของบริษัทเอง และผ่านทางตัวแทนจำหน่ายต่างๆ มากกว่า 80% ของยอดขายเป็นการขายแบบเช่าซื้อ โดยบริษัทให้เช่าซื้อผ่านทาง บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด ซึ่งบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 99.99%

             

JMT ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริษัทให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประสงค์จะให้บริษัทฯ ติดตามและดำเนินการให้ลูกหนี้ของผู้ว่าจ้างชำระคืนหนี้ ขอบเขตการให้บริการ ครอบคลุมถึงการรับจ้างติดตามและจัดเก็บหนี้ รวมถึงงานด้านกฎหมาย ได้แก่ ฟ้องและสืบทรัพย์คดี 2.ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้ 3.ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้ว ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ และเน้นปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดา โดยเป็นการ spin off มาจาก JMART

             

สุดท้าย J โดยธุรกิจของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. การบริหารจัดการพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้าในส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และสินค้าเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อ "IT Junction" 2. การพัฒนาและบริหารพื้นที่ในรูปแบบตลาดชุมชน ภายใต้ชื่อ "J Market" 3. การพัฒนาและบริหารพื้นที่ในรูปแบบศูนย์การค้าชุมชน ภายใต้ชื่อ "The Jas"

 

Wealthy Thai ได้สำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/63 จนถึงปัจจุบัน (10 ก.ค.63) พบว่า JMT ทำราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากสุดของกลุ่มที่ 23.35% ตามด้วย SINGER เพิ่มขึ้น 9.37% ส่วน JMART ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.18% และสุดท้าย J ทำราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 8.14% จากราคาปิดสิ้นไตรมาส 2/63


 

เมื่อย้อนกลับไปดูราคาหุ้นตั้งแต่ต้นไตรมาส 2/63 จนถึงปัจจุบัน (10 ก.ค.63) พบว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง โดยทั้ง 3 หลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นสูงกว่า 100% ในเวลาผ่านไปเพียงแค่ 3 เดือนเศษๆ เท่านั้น นำโดย SINGER ณ วันที่ 10 ก.ค. ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 14 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 239.81% ตามด้วย J ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่  0.93 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 132.50% ส่วน JMART ณ วันที่ 10 ก.ค. ปิดการซื้อขายที่ 11.90 บาท เพิ่มขึ้น 116.36% และ JMT ปิดการซื้อขายของวันดังกล่าวที่ 28 บาท เพิ่มขึ้น 113.74% จากราคาปิดสิ้นไตรมาส 1/63

 

 

จากราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์ที่ประเมินว่าผลประกอบการของหุ้นทั้ง JMART, JMT และ SINGER จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น แต่ในช่วงไตรมาส 2/63 นั้นเป็นช่วงที่ COVID-19 ระบาดมากที่สุด ทำให้ภาครัฐมีมาตรการ lockdown เพื่อยับยั้งการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซา ดังนั้นผลประกอบการช่วงดังกล่าวจะเติบโตได้อย่างไร วันนี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว

 

ทั้งนี้เราได้สำรวจข้อมูลพบว่า J ขณะนี้ยังไม่มีนักวิเคราะห์ประเมิน แต่ล่าสุดไตรมาส 1/63 ทำผลงานเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1 ล้านบาท หรือโต 3,202.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 0.5 ล้านบาท โดยมีกําไรขั้นต้นอยู่ที่ 111.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 426% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 21.2 ล้านบาท เนื่องจาก ต้นทุนค่าเช่าที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ บริษัทมีการบันทึกการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เนื่องจากการปรับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 จํานวน 55 ล้านบาท

 

ขณะที่ JMART นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า กำไรช่วงไตรมาส 2/63 จะลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจาก COVID-19 แต่สามารถประคองตัวได้ จึงคาดเติบโต 3% จากไตรมาส 1/63 เนื่องจาก ผลกระทบ COVID-19 ต่อธุรกิจบริหารหนี้ (JMT) จำกัดกว่าที่มองไว้ ผสานธุรกิจมือถือ (J-Mobile) สามารถลดต้นทุนลงอย่างมีนัย จากการควบคุมต้นทุนคงที่ต่างๆ

 

นอกจากนี้คาดมีแรงหนุนจาก Pend-up Demand หลังเปิดห้าง (กลาง พ.ค.) ทำให้ปรับประมาณการกำไรปี 63-64 ขึ้นเฉลี่ย 44% และปรับคำแนะนำเป็น Buy (จากเดิม Neutral) ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 14.80 บาท โดยปี 63 คาดกำไรจะสามารถเติบโต 9% สวนทางภาวะเศรษฐกิจ และเติบโตแรงต่อเนื่อง 39% ในปี 64 ทั้งนี้กำไรพิเศษราว 150-200 ล้านบาท จากการปรับมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุนของ JMART ใน J-Fintech จะเลื่อนไปรับรู้ในไตรมาส 3/63 เมื่อ Transaction การเข้าลงทุนของ KB-Kookmin Card แล้วเสร็จ จะเป็นแรงหนุนหุ้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3/63

 

ตามด้วย JMT นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/63 ที่ 205 ล้านบาท อ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย 1% แต่ยังเติบโตสูงถึง 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีประเด็นสำคัญคือ 1.คาดรายได้จากการให้บริการติดตามหนี้ดีขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แม้ในช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในช่วง Lock down ทำให้อัตราสำเร็จในการติดต่อลูกหนี้เพิ่มสูงขึ้น

 

2.คาดรายได้จากลูกหนี้ที่รับซื้อลดลงเล็กน้อยราว 2%จากไตรมาสก่อน โดยผลกระทบจากช่วง COVID-19 และการช่วยเหลือลูกหนี้ทำให้กระแสเงินสดรับลดลงบ้าง แต่ในแง่ของรายได้ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากรับรู้รายได้ตามเกณฑ์คงค้าง (EIR) อย่างไรก็ตามรายได้ที่ลดลงเป็นผลกระทบมาจากหนี้บางกองที่ใกล้ตัดต้นทุนหมดในไตรมาสนี้ ทำให้รับรู้รายได้น้อยลง

3.การควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวมอาจดีขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากฐานลูกหนี้ที่รับซื้อใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บริษัทยังไม่เพิ่มจำนวนพนักงาน แต่ในอนาคตวางแผนจะนำระบบ IT มาเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้แทน

4.สำหรับธุรกิจประกันในไตรมาสก่อนได้รับผลกระทบจากการขายประกัน COVID-19 ที่ต้องตั้งสำรองในระดับสูง (แต่ยอดเคลมจริงอาจต่ำมาก เนื่องจากอัตราการระบาดดีขึ้นเรื่อยๆ) แต่รายได้จากการขายประกันเป็นการทยอยรับรู้รายได้ ทั้งนี้คาดว่าในไตรมาสนี้ธุรกิจประกันจะพลิกกลับมาเป็นกำไรได้

 

ดังนั้นคงประมาณการกำไรสำหรับปี 63 ที่ 850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน โดยมองช่วงที่เหลือของปีผลประกอบการจะยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังอาจมีการตัดต้นทุนหนี้บางกองครบ ซึ่งจะทำให้กำไรปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง

 

นอกจากนี้ NPL ในระบบที่อาจเพิ่มสูงขึ้นมาก จะเป็นปัจจัยบวกต่อการซื้อหนี้ของบริษัท โดยบริษัทตั้งเป้าจะใช้เงินลงทุนราว 4.5-5 พันล้านบาท และ 4 เดือนแรกของปีนี้ซื้อหนี้มาคิดเป็นมูลหนี้รวมราว 1 หมื่นล้านบาทแล้ว (ยังไม่ทราบเงินลงทุน) ซึ่งฐานหนี้ที่เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่เร่งตัวจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้ และกำไรของบริษัทในระยะถัดไป

 

ทำให้ปรับประมาณการกำไรปี 64-65 ขึ้นราว 10% โดยปรับสมมติฐานเงินลงทุนซื้อหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 4.5-5 พันล้านบาท สำหรับปีนี้เป็นต้นไป (เดิม 3.5-4 พันล้านบาท) โดยปรับราคาเป้าหมายไปใช้ของปี 64 พร้อมปรับสมมติฐานการซื้อหนี้ ทำให้ได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 30 บาท อิงวิธี DCF มองเด่นสุดในกลุ่ม AMC แนะนำ “ซื้อ”

 

และสุดท้าย SINGER นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า กำไรไตรมาส 2/63  คาดอยู่ที่ 120 ล้านบาท เติบโต 129% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตเท่าตัวสวนทาง COVID-19 โดยฝ่ายวิจัยมองเห็นพัฒนาการบวกทั้งสองธุรกิจ คือ 1.ธุรกิจขาย-เช่าซื้อสินค้า รายได้การขาย คาดโต 59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากจะเป็นไฮซีซั่นแล้ว ยังได้โอกาสขายเพิ่มในช่วงที่คนอยู่บ้าน ซึ่งสินค้าเครื่องปรับอากาศโตถึงเท่าตัวจากปีก่อน หนุน GPM ขยับขึ้นจาก 44% เป็น 47% ตาม Product mix ดีขึ้น

 

และ 2.ธุรกิจ C4C พอร์ตสินเชื่อโตได้ตามแผน หรือเติบโต 400 ล้านบาท/ไตรมาส หนุนรายได้ดอกเบี้ยเติบโต 7% จากไตรมาก่อน ขณะ NPL จะลดลงจาก 8.1% เหลือ 7% ลดลงเป็นไตรมาสที่สามติดต่อกันทั้งธุรกิจ HP-C4C การเก็บหนี้ยังทำได้ดีใกล้เคียงไตรมาสก่อน การตั้งสำรองอยู่ในระดับปกติทรงตัวเทียบไตรมาสก่อน หนุนกำไรสุทธิช่วงครึ่งแรกปี 63 ที่ 207 ล้านบาท เติบโต 125%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มากกว่าทั้งปี 2562 ที่ทำได้ 166 ล้านบาท 

 

ขณะเดียวกันประเมินโมเมนตัมกำไรจะเดินหน้าต่อในไตรมาส 3-4/63 ที่ระดับ 100 ล้านบาท/ไตรมาส หรือโตมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เป็นโลว์ซีซั่น โดยดีกว่าที่คาดไว้เดิมมาจาก 1.ฝั่งรายได้ธุรกิจเช่าซื้อ การผู้ขายจาก 1.4 เป็น 2 พันราย ทั่วประเทศภายในสิ้นปี และสินค้า Commercial เพื่อรองรับเศรษฐกิจชุมชนที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าในเมือง ขณะที่ธุรกิจ C4C จะเติบโตคู่ขนาน 

 

2.ในแง่ต้นทุนลดลง จากปีก่อน ตามปริมาณการตั้งสำรองสอดคล้องกับ NPL ที่ลดลงได้เร็วกว่าคาดจาก 10-14% เหลือเพียง 7% ณ สิ้นปี จึงปรับสมมติฐานรายได้เติบโต 16% จากธุรกิจเช่าซื้อที่ดีกว่าคาด มาอยู่ที่ 3,419 ล้านบาท เติบโต 45%จากปีก่อน และคาดกำไรสุทธิปี 63 ที่ 405 ล้านบาท เติบโต 144%จากปีก่อน และทำให้ NPM ขยับจาก 7% เป็น 12% ทำสถิติใหม่รอบทศวรรษ โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 17.70 บาท

 

Share: