“นโยบายการลงทุน” แตกต่าง...นำสู่ ‘การคัดเลือกหุ้น’ ที่ต่างกัน!!!

อย่างที่เคยบอกว่าหุ้นในตลาดเดียวกัน แต่การลงทุนก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด

 

ครั้งนี้จะพามาดูผลงานของกลุ่ม “กองหุ้นทั่วไป” ซึ่งถือเป็นกองทุนพิมพ์นิยมของทุกบลจ. มีจำนวนกองรวมกันมากกว่า 289 กอง ในปัจจุบัน (กองหุ้นใหญ่ 83 กอง, กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก 24 กอง) น่าจะสะท้อนความนิยมในการออกกองหุ้นประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

           

‘จุดเด่น’ ของกลุ่มกองหุ้นทั่วไป คือ ลงทุนได้ในหุ้นแบบไม่จำกัดที่อยู่ใน “ตลาดหุ้นไทย” ไม่ว่าจะอยู่ใน SET หรือ mai ไม่ถูกจำกัดด้วยขนาดและสไตล์ นั่นทำให้ ‘ผู้จัดการกองทุน’ มีหุ้นให้เลือกสรรมากกว่าด้วยนั่นเอง

           

แต่ก็นำมาซึ่งความแตกต่างของผลงานที่ทิ้งห่างกันพอสมควร ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 13 ก.ค. 20 กองที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ และ ‘แย่สุด’ มีผลงานต่างกันถึง 37.45% เลยทีเดียว

           

วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

กอง ASP-SMELTF-T” ผลงานดีสุดกลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’...ด้วยผลตอบแทน 8.23%

           

ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 13 ก.ค. 20 SET TRI -12.95% แต่กองหุ้นทั่วไปที่มีผลงานดีสุดนั้นให้ผลตอบแทน 8.23% ได้แก่ “กองทุนเปิดแอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว-ชนิดมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ASP-SMELTF-T)” ของ ‘บลจ.แอสเซท พลัส’ ซึ่งเป็นกองทุน Active Fund มีเป้าหมายเพื่อเอาดัชนีเทียบวัด โดยอาศัยฝีมือของ ‘ผู้จัดการกองทุน’ เป็นสำคัญ

           

โดยกองทุนมีนโยบายที่จะลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติมโตทางธุรกิจ โดยเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทขนาดกลาง และขนาดเล็กเป็นหลัก ณ 30 มิ.ย. 20 มีการลงทุนในหุ้น 89.78% เงินฝากและอื่นๆ 9.69% โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่

           

1.เงินทุนและหลักทรัพย์                              17.55%

2.อาหารและเครื่องดื่ม                                9.88%

3.พลังงานและสาธารณูปโภค                       9.08%

4.สื่อและสิ่งพิมพ์                                       7.34%

5.ธนาคาร                                                5.89%

 

“โดยหุ้นที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ JMT 8.97%, STGT 6.56%, RBF 5.46%, SISB 5.09% และ SAWAD 4.53%

 

 

ส่วนกองที่มีผลงานแย่สุดในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีผลงาน -29.22% ได้แก่  “กองทุนเปิดกรุงศรีไฟแนนเชี่ยลโฟกัสปันผล (KFFIN-D)ของ ‘บลจ.กรุงศรี’ ซึ่งเป็นกองทุน Active Fund เช่นเดียวกัน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่จัดอยู่ในภาคธุรกิจประเภทสถาบันการเงิน และ/หรือธนาคารพาณิชย์ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV และเน้นหุ้นที่จัดอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญนั่นเอง

 

ณ วันที่ 30 มิ.ย. 20 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1.ธนาคาร                                                52.30%

2.เงินทุนและหลักทรัพย์                              17.91%

3.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร          7.44%

4.การเกษตร                                            4.04%

5.ขนส่งและโลจิสติกส์                                3.43%


            

“กองทุนนี้จ่ายปันผลมาแล้วรวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง เป็นเงิน 17.34 บาท โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ TMB 7.77%, SCB 7.50%, BBL 7.43%, KTB 6.79% และ TCAP 6.20%”

           

แม้จะลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” เหมือนกัน แต่ ‘นโยบายการลงทุน’ ที่ต่างกัน จะนำสู่การคัดเลือกหุ้นที่ลงทุนต่างกันออกไป และแน่นอนว่าผลตอบแทนของกองทุนนั้นๆ ก็คือภาพสะท้อนของ ‘หุ้นในพอร์ต’ ที่กองทุนนั้นๆ ถือลงทุนอยู่นั่นเอง แต่นี่เป็นเพียงภาพระยะสั้น ในข้อเท็จจริงแล้วกองทุนหุ้นจะลงทุนมุ่งเป้าหมายระยะยาวให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนเป็นสำคัญ

Share: