ธปท.ลั่น 2 ปี เศรษฐกิจไทยกลับมา เล็งผ่อนเกณฑ์ซอฟโลน ดึงบสย.อุ้ม SME

ธปท.ฟันธงอีก 2 ปี เศรษฐกิจฟื้นกลับสู่ภาวะปกติเท่าปี’62 ย้ำผ่านจุดต่ำสุดไตรมาส2แล้ว พร้อมเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจ ห่วงสุด “คนว่างงาน” ฉุดการบริโภคและลงทุนภาคเอกชนไม่กลับมา ยอมรับเงินบาทแข็งกดดันเศรษฐกิจฟื้น “วิรไท” ลั่นไม่มีต่ออายุมาตรการพักชำระหนี้จบต.ค.แน่ หวั่นลูกหนี้เสียวินัย เล็งผ่อนเกณฑ์ซอฟโลน ดึงบสย.ร่วมวงค้ำประกัน



เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดสัมมนานักวิเคราะห์ (Analyst meeting) ครั้งที่ 2 ของปี 2563 ซี่งมีนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับผู้บริหาร ธปท. เปิดข้อมูลเศรษฐกิจการเงิน ให้แก่นักวิเคราะห์จำนวนกว่า 100 คน ที่เข้าร่วมรับฟังและซักถามประเด็นต่างๆ



นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งล่าสุดได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2563 อยู่ที่ -8.1% และปี 2564 อยู่ที่ 5% โดยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว และทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 นี้ หลังจากรัฐได้ผ่อนคลายล็อคดาวน์แล้ว



“จากที่ไทยสามารถควบคุมการระบาดได้สำเร็จ และหลายประเทศเริ่มทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดตั้งแต่เดือนมิถุนายนเช่นกัน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีสัญญาณปรับดีขึ้น ทั้งการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย การผลิต ขณะที่เครื่องชี้ล่วงหน้าทั้งภาคการผลิต การบริการ การจ้างงานสะท้อนแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจคู่ค้าในไตรมาส 3 นี้ และหากมีวัคซีนหรือสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ชัดเจน ภายในปี 2565 จะเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเท่าปี 2562”



อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากช่วงการระบาดของโควิดทั่วโลกที่รุนแรงกว่าคาด ทำให้ภาคท่องเที่ยวและการส่งออกหดตัวในปีนี้และฟื้นตัวในปีหน้า โดยคาดการณ์ภาคส่งออก -10.3% และจะกลับมาดีขึ้น 4.5% ตามลำดับ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่จำนวน 8 ล้านคน และกลับมา 16.2 ล้านคน ในปีหน้า



ในด้านอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน มีการหดตัวมากกว่า ส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลง โดยตั้งแต่ช่วงมี.ค.–มิ.ย. พบว่า จำนวน “คนว่างงาน” เร่งตัวขึ้น และสูงสุดในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่ปลายพ.ค. ก็เห็นสัญญาณการจ้างงานกลับมาเพิ่มขึ้น


เงินบาทแข็งกดดันเศรษฐกิจฟื้น

 

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กนง.ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงรุก ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19 ช่วงต้นปี 2563 โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งจาก 1.25% เหลือ 0.50% ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์



พร้อมกันนี้ยังดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อของธปท. ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ ให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและลูกหนี้รายย่อย รวมไปถึงการพักชำระหนี้ การลดเพดานดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับให้ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล การผ่อนคลายการจัดชั้นลูกหนี้และการตั้งสำรอง รวมถึงการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง



“ผลจากการปรับลดดอกเบี้ยกนง.และลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ทำให้ภาวะการเงินไทยโดยรวมผ่อนคลายมากขึ้น สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดการเงิน และอัตราดอกเบี้ยกู้ที่ปรับลดลง โดยเฉพาะดอกเบี้ยกู้ปรับลงเร็วกว่าดอกเบี้ยฝากที่เพิ่งปรับลงเล็กน้อย” นายทิตนันท์กล่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น ในช่วงไตรมาสแรกค่าเงินบาทอ่อนค่าลงติดอันดับ2 ของภูมิภาค แต่ก็สอดรับกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนละ 3-4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับมาอ่อนค่าในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง โดยคงยังติดอันดับต้นของภูมิภาคเช่นกัน ขณะที่ไทยเกิดภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเล็กน้อยในเดือนเม.ย.และพ.ค. กลับมาสมดุล



ดังนั้นกนง. จึงมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทในไตรมาสที่ 2 ที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จึงให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด และประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม


เสี่ยงหุ้นขึ้นแรง-ลดเครดิตหุ้นกู้ฉุดเบี้ยวจ่าย

นายทิตนันท์กล่าวถึงความเสี่ยงที่ต้องระวังว่า จากผลกระทบของโควิด ทำให้เสถียรภาพระบบการเงินไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทยที่หดตัวในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกปรับตัวแรง นำโดย ราคาหุ้นที่ได้ปรับตัวขึ้นแรง และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย การเกิดผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือน ท่ามกลางภาวะความเปราะบางของภาคการเงินไทย ความเสี่ยงของตราสารหนี้ภาคเอกชนบางกลุ่มที่อาจถูกปรับลด “เครดิตเรทติ้ง” ลง



อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่มีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปคือ ผลกระทบของการระบาดโควิดรอบใหม่ จะสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน และอาจกระทบศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาวและยังพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็นในระยะข้างหน้าด้วย



“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาสู่ระดับเดิม ทำให้มีผู้ว่างานจำนวนมากและธุรกิจมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง และผลจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนสูงและคาดได้ยากจบลงเมื่อใด จึงควรใช้ policy space ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุดและเตรียมสำรองไว้เผื่อเศรษฐกิจเข้าสู่กรณีเลวร้าย”นายทิตนันท์กล่าว

 

เล็งผ่อนเกณฑ์ "ซอฟโลน" อุ้มเอสเอ็มอีอีก


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท. กำลังพิจารณาการผ่อนผันเกณฑ์การปล่อยซอฟโลน (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) วงเงิน 5 แสนล้านบาทให้แก่เอสเอ็มอี ซึ่งกำลังดูหลายๆ วีธี โดยทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากจะมีการดึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เช้ามามีบทบาทการค้ำประกันความเสียหายของสินเชื่อ “มากขึ้น” จากปัจจุบันไม่มีการค้ำประกัน และจะพิจารณาเรื่องขยายระยะเวลาการให้กู้จากปัจจุบันกำหนดเวลา 2 ปี ให้ยาวออกไป



สำหรับความคืบหน้าของการปล่อยซอฟโลนช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของธปท. ได้ปล่อยกู้ไปแล้ว 1.03 แสนล้านบาท จากวงเงิน 5 แสนล้านบาท และยังมีซอฟโลนของธนาคารออมสินที่ปล่อยแล้วรวมกว่า 1.23 แสนล้าบาท รวมแล้วขณะนี้มีซอฟโลนที่เข้าไปช่วยเยียวยาเอสเอ็มอีแล้วจำนวน 2.4 แสนล้านบาท

 

ลั่นมาตรการยืดหนี้จบต.ค.-ไม่มีต่อ

 

ในส่วนของมาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย ค่าปรับต่างๆ ให้แก่ลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย ที่จะหมดอายุสิ้นเดือนต.ค.2563 นี้ นายวิรไท กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการต่ออายุมาตรการนี้แล้ว เนื่องจากหากใช้มาตรการฯนี้เป็นเวลานาน จะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เรื่องการบริหารกระแสเงินสดของสถาบันการเงินกับสิ่งที่ต้องหยุดชำระ ด้านผลเสียของวินัยการเงินฝั่งลูกหนี้ ฝั่งสถาบันการเงินก็มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยฝากด้วย ด้านลูกหนี้ก็มีบางส่วนที่สามารถจ่ายชำระได้เป็นปกติอยู่ ดังนั้น หลังจากนี้ฝั่งสถาบันการเงินจะต้องมีการจัดกลุ่มลูกหนี้ออกมาว่า กลุ่มใดมีสถานะจ่ายหนี้ได้หรือไม่ได้

 

ห่วงสุด ส่วนเกินกำลังการผลิต-แรงงาน

 

นายวิรไท กล่าวย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจในเวลานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเชิงวัฏจักร ซึ่งโควิดทำให้เกิดการเปลี่ยนโลกใหม่ โดยสิ่งที่ ธปท. เป็นห่วงมากสุดคือ ปัญหาคนว่างงาน เพราะเกิดขึ้นหลายภาคธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการที่ยังไม่กลับมาก ขณะที่ภาคการผลิต ที่มีส่วนเกิดทั้งกำลังการผลิตและแรงงาน ซึ่งก็จะไม่มวันกลับมาเหมือนเดิมด้วย เพราะผู้ประกอบการมีการปรับตัวให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้หุ่นยนต์ในการผลิตแทนแรงงาน



โดยการแก้ปัญหาอยู่ที่เรื่องการสร้างตลาดแรงงานระยะยาว พร้อมกับการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานที่ใช้เทคโนโลยีกันจำนวนมาก และอีกส่วนจะต้องเป็นแรกงานที่กลับไปสู่ชนบท ซึ่งจะมีภาคเกษตรที่ปัจจุบันผลิตภาพอยู่ระดับต่ำ เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควรจากชาวเกษตรกรที่เป็นรุ่นเก่า ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มทักษะเพื่อยกระดับผลิตภาพภาคเกษตร และสร้างภาคเกษตรให้มีบทบาทต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากขึ้น



“ขณะนี้ภาคการผลิตที่ยังมีส่วนเกินไปอีกระยะหนึ่ง และต้องทำไปพร้อมกับการจ้างงานด้วย เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้เกิดกำลังซื้อ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาได้ทั้งด้านดีมานด์ (ความต้องการ) และด้านซัพพลาย (อุปทาน) การทำให้คนก้าวสู่โลกใหม่ เศรษฐกิจสำคัญที่มาจากภาคชนบท หรือภาคเกษตร เพราะไม่สามารถกลับมาในกรุงเทพได้แล้ว”



สำหรับกลไกของด้านอุปทาน อาทิ ภาครัฐเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล การสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีโอกาสฟื้นตัวเร็ว การเร่งปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

Share: