คาดกำไรแบงก์ Q2/63 อ่วมหนัก 3 หุ้น BBL-TISCO-KKP ยังโดดเด่น

เข้าสู่ช่วงกลางเดือน ก.ค.  บริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะ เริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงาน ไตรมาสที่ 2/2563 ออกมา เช่นเคยกลุ่มแรกที่จะประกาศผลการดำเนินงานออกมา คือ กลุ่มธนาคาร หรือแบงก์


ไตรมาสนี้ นักวิเคราะห์จับตามองกันอย่างมากว่าผลการดำเนิงานของกลุ่มแบงก์น่าจะทรุดหนักตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจากมาตรการ Lockdown เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของ COVID-19  ประกอบกับแบงก์ได้มีการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าด้วย  ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจะสะท้อนออกมาผ่านกำไรของกลุ่มแบงก์ นักวิเคราะห์มีมุมมองในทิศทางเดียวกันหมดว่า กำไรกลุ่มแบงก์ในไตรมาสนี้จะติดลบ!!! แต่จะติดลบมากน้อยเพียงใด ยังต้องรอการรายงานผลประกอบการของแต่ละแบงก์ออกมา หากรายงานครบ Wealthy Thai จะรวบรวมตัวเลขนำมาเสนอให้นักลงทุนได้ติดตามเพื่อให้ประกอบการตัดสินใจลงทุน


ส่วนวันนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ประเมินกันไว้เบื้องต้นมาให้นักลงทุนได้ติดตามกันก่อน มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

 

เศรษฐกิจอ่อนแอกดดันผลประกอบการ

นายเจษฎา เตชะหัสดิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะยังคงอ่อนแอแม้ว่าบางธุรกิจจะกลับมาเปิดดำเนินการแล้วหลังคลายล็อคดาวน์ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่ามูลค่าของเงินให้สินเชื่อรอการตัดบัญชีอยู่ที่ระดับ 6.8 ล้านล้านบาทในกลางเดือนมิถุนายน คิดเป็น 35% ของสินเชื่อรวมของระบบ แม้จะมองว่ามีความเสี่ยงต่ำในประเด็นเพิ่มทุน แต่แนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ที่เลื่อนออกไปจะนำไปสู่การลดทุนและมูลค่าทางบัญชี


หุ้นปลอดภัยของเรายังคงเป็น (TP 130 บ.) และ TISCO (TP 84 บ.) เนื่องจากมีบัฟเฟอร์ที่แข็งแกร่งทนทานต่อการเสื่อมคุณภาพของสินทรัพย์ดีกว่าคู่แข่ง ขณะที่แนะนำ ขาย  KBANK  เนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนแอจากการหดตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้นจาก SMEs รายได้ค่าธรรมเนียมที่อ่อนตัว ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงและต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้น จะกดดันกำไรไตรมาสในตรมาส 2/2563

 

เราคาดว่าธนาคารทั้ง 7 แห่ง ที่เราศึกษาจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2563 อยู่ที่2.62 หมื่นล้านบาท ลดลง 36% เทียบไตรมาสก่อนจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น การลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) ลดลง ส่วนสินเชื่อจะเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนจากการชำระคืนหนี้ที่ลดลง เราคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะหดตัวจากการขายกองทุนรวมและ Bancassurance ที่อ่อนแอ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ การตั้งสำรองของทั้งกลุ่มคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 39% เทียบชวงเดียวกันปีก่อนเป็น 3.86 หมื่นล้านบาทในไตรมาสเนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์ด้อยลงในทุกกลุ่ม ส่วน NIM ที่ลดลง คาดว่าไม่ดีขึ้นในครึ่งปีหลังแม้ว่าธนาคารขนาดใหญ่จะสามารถลดต้นทุนทางการเงินได้จากค่าธรรมเนียมกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่ลดลงและดอกเบี้ยเงินฝากที่ลดลง

 

 

ตั้งสำรองสูง-NIM ลดลง

นายธนภัทร ฉัตรเสถียร ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า กำไรไตรมาสนี้ของกลุ่มแบงก์ คาดอ่อนตัวลงต่อเนื่­องจากไตรมาสก่อน โดยกําไรสุทธิของธนาคาร 6 แห่งที่เราทําการวิเคราะห์รวมอยู่ที่  32,136 ล้านบาท หดตัว 10% เทียบไตรมาสก่อน และหดตัว  24% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ปัจจัยกดดันหลักมาจาก NIM ของกลุ่มที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงราว 25bps จากไตรมาสก่อน นอกจากนี้แนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมโดยรวมของกลุ่มยังอาจอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนราว 5% อีกด้วย แต่ยังมีปัจจัยบวกจากกําไรจากเงินลงทุนที่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนตามแนวโน้มตลาดทุน สําหรับค่าใช้จ่ายสํารองหนี้ของกลุ่มคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยราว 3% เทียบไตรมาสก่อนเพราะมีบางธนาคารตั้งสํารองส่วนเกินไว้บางส่วนแล้ว(ผ่าน Management Overlay)  แต่ในภาพรวมคาดธนาคารต่างๆ ยังตั้งสํารองในระดับที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและคุณภาพหนี้ที่ยังมีความเสี่ยง

 

เราแนะนำ เลือกซื้อ (Selective Buy) โดยให้ BBL (TP 142 บ.)และ TISCO (TP 97 บ.) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม ในแง่ Valuation ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ซื้อขายกันที่ PBV 0.56 เท่า ถือว่าได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงไปมากเมื่อทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง อย่างไรก็ตามแนวโน้มของกําไรในช่วงที่เหลือของปีที่ยังอาจอ่อนตัวลงจากปัจจัยกดดันด้านดอกเบี้ยและสํารองหนี้ทําให้ยังไม่เห็นปัจจัยหนุนที่จะทําให้ผลประกอบการฟื้นตัวในระยะสั้น เราจึงยังคงแนะนําหลีกเลี่ยงการลงทุนกลุ่มในระยะสั้น

 

 

หวังเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/63

ด้านนายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า กำไรไตรมาส 2/2563 ของธนาคาร 7 แห่งคาดอยู่ที่ 33,529 ล้านบาท หดตัว 23.1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กดดันด้วย NIM ที่แคบลง รายได้ค่าธรรมเนียมที่อ่อนตัวและการตั้งสำรองที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคาด TMB รายงานกำไรโตเด่นสุดในกลุ่ม


ทั้งนี้ จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกลุ่มแบงก์ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2563 ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยกลับสู่ภาวะปกติต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของแบงก์ไทยจะเริ่มดีขึ้น โดยเบื้องต้นเราคาด 1. รายได้ค่าธรรมเนียมฟื้นขยับขึ้นเทียบกับไตรมาสก่อน ตามยอดจับจ่ายและรายได้ Bancassurance ที่ดีขึ้น 2. ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองเริ่มผ่อนคลายลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่มี Downside  จำกัดมากขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก อีกทั้งไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการล้มละลายของ THAI เข้ามากดดันเหมือนในไตรมาสที่ 2/2563 ซึ่งทุกแบงก์ตั้งสำรองครบ 100% แล้ว และ 3. สินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อรายย่อยคาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ เราจึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ของกลุ่มแบงก์ไทยที่ 155,063 ล้านบาท หดตัว 5.0%


เราคงน้ำหนักลงทุนของกลุ่มที่ “เท่ากับตลาด” โดยแม้ผลดำนินงานไม่โดดเด่น และถูกกดดันช่วงสั้นด้วยการงดจ่ายปันผลระหว่างกาล แต่คาดผลดำนินงานจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3/2563 ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มส่วนใหญ่ยังซื้อขายด้วย Valuation ที่ต่ำ  นอกจากนี้ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายเวลาโครงการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ออกไป จากเดิมที่จะครบก าหนดสิ้นเดือน ก.ย. ซึ่งหากมีการออกมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความกังวลต่อ NPL ที่จะดีดตัวขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทั้งนี้ด้วยระดับเงินกองทุนของแบงก์ไทยที่ 18.9% และ LCR ที่ 184.4% สะท้อนว่าแบงก์ไทยยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอจะรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี

 

 

เรายังคงเลือก BBL  (TP 150 บ.)

เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากเป็นแบงก์ไทยที่มีเกราะคุ้มกันหนาแน่นที่สุดทั้งCoverage Ratio ที่203.9% สูงสุดในกลุ่มบวกกับผลประกอบการที่คาดจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาที่ 2/2563 หนุนด้วยการพลิกฟื้นของกำไรจากเงินลงทุน และการเริ่มรวมงบของ Permata เข้ามาเป็นครั้งแรก ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับแนวโน้มเติบโตในระยะยาวจาก Synergy ที่จะเริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ


นอกจากนี้ แนะนำ KKP (TP 51 บ.) เป็นตัวเลือกสำหรับแบงก์ขนาดกลาง/เล็ก เนื่องจากคาดกำไรช่วงไตรมาส 2/2563 จะออกมาดีกว่าแบงก์อื่น หนุนด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Brokerage และ Wealth ที่คาดออกมาดีและตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2563 คาดเห็นการฟื้นตัวของสินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์มือหนึ่งและยานยนต์มือสองตามการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

 

Share: