“บลจ.ไทยพาณิชย์”...มองบวก ‘หุ้นไทย-หุ้นสหรัฐ’ ชู 3 กองทุนคุณภาพจากมอร์นิ่งสตาร์

 

“บลจ.ไทยพาณิชย์”...แนะนำจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงรับความไม่แน่นอน มองหุ้นไทยครึ่งปีหลังแนวโน้มดี ในขณะที่หุ้นสหรัฐยังคงน่าสนใจ ชู 3 กอง ‘หุ้นไทย-หุ้นสหรัฐ’ เป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน คุณภาพจากมอร์นิ่งสตาร์

 

นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ว่า ยังคงแนะนำนักลงทุนให้กระจายการลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพ มีแนวโน้มปันผลสูง ทนทานต่อความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าจะได้รับปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ที่ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวแล้วก็ตาม ซึ่งการกระจายการลงทุนนับว่าเป็นการบริหารความเสี่ยงที่จะเป็นตัวช่วยในการลดความผันผวนของพอร์ตได้เป็นอย่างดี

 

       

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส

 

 

ทั้งนี้ บริษัทมีกองทุนหุ้นไทยที่แนะนำ 2 กองทุน และกองทุนหุ้นสหรัฐ 1 กองทุน ได้แก่

 

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV)’ เป็นกองทุนหุ้นไทย มีแนวทางการบริหารเชิงรุก โดยการคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพดีและมีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอในระดับที่น่าสนใจเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีเสถียรภาพแก่นักลงทุนในระยะยาว พร้อมโอกาสรับกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอสำหรับกองทุนนี้จัดเป็นกองทุน 4 ดาว ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap ของมอร์นิ่งสตาร์  (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 20)

 

นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลกองทุนตราสารทุนยอดเยี่ยมปี 2020 ประเภทกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large-Cap) จากมอร์นิ่งสตาร์รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด และรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2020 ประเภท กองทุนตราสารทุนหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large Cap) จาก Money & Banking Awards ซึ่งจัดโดยวารสารการเงินธนาคารอีกด้วย

 

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ (SCBSE)’ เป็นกองทุนประเภท Active และจัดเป็นกองทุน 5 ดาว ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2563) มีกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก โดยการคัดเลือกลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด และสอดคล้องกับสภาวะตลาดในแต่ละขณะ ซึ่งจะใส่น้ำหนักการลงทุนมากน้อยตามความน่าสนใจของหุ้นนั้น โดยพอร์ตการลงทุนจะประกอบไปด้วยหุ้นไม่เกิน 30 ตัว จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงในระดับสูงได้

 

-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส (SCBS&P500)’ จัดเป็นกองทุน 4 ดาว ประเภท Thailand Fund US Equity ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 20) โดยเน้นลงทุนในหน่วยลงทุน SPDR S&P 500 ETF Trust ที่บริหารจัดการโดย State Street Global Advisors ซึ่งมีการบริหารจัดการแบบ passive มีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี S&P500 และมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 

 

นางนันท์มนัส ยังกล่าวอีกว่า บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากการคลาย lock down ภายหลังที่สามารถควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ ซึ่งคาดว่าจะหนุนให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าการลงทุนภาคเอกชนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นแรงช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันภายหลังจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเริ่มคลี่คลายซึ่งจะหนุนกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งโดยรวมคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยคาดว่าจะเริ่มเห็นการปรับประมาณการขึ้นในระยะถัดไป ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยหนุนให้มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน

 

“ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่ การระบาดของ COVID-19 ระรอกที่สอง ที่เกิดในหลายๆ ประเทศ จะส่งผลให้ความเข้มงวดของนโยบายภาครัฐในการควบคุมโรคยังมีอยู่สูง ซึ่งหากการค้นพบวัคซีนมีความล่าช้าจะส่งผลให้การฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีความล่าช้ากว่าคาด และตลาดหุ้นมีโอกาสลับมาผันผวนอีกครั้ง”

 

นางนันท์มนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีสัญญาณการฟื้นตัวหลังดัชนีชี้นำเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับการจ้างงานที่ปรับตัวดีกว่าคาด และความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในระยะถัดไป แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่นโยบายทั้งภาครัฐบาลและธนาคารกลางเงินที่อัดฉีดเข้าประคับประครองเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าเสริมสภาพคล่องให้ภาคการเงินและบริษัทเอกชนจะช่วยลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลให้ความผันผวนของตลาดหุ้นมีแนวโน้มลดลง

 

“อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ นโยบายการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจีนยังไม่สามารถนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ได้ตามเป้าที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งสหรัฐ อาจใช้เป็นข้ออ้างในการกลับมาขึ้นภาษีการค้ากับจีนอีกครั้ง นอกจากนี้ เมื่อเข้าใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน หากนาย โจ ไบเดน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตลาดอาจกลับมามีความกังวลต่อนโยบายภาษีนิติบุคคลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลให้ตลาดหุ้นอาจกลับมาผันผวนได้ อย่างไรก็ดี คาดว่าตลาดหุ้นไม่น่าจะกลับไปทำจุดต่ำสุดใหม่ เนื่องจากนโยบายรัฐบาลและธนาคารกลางในภาพรวมจะยังมีความผ่อนคลายเพื่อประคับประครองเศรษฐกิจในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่กลับสู่สภาวะปกติ”    

 

Share: