“รายได้สม่ำเสมอ-ไม่ผันผวน”...เตรียมเปิดจองซื้อ 4-7 ส.ค. 2563 นี้

“กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)” ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และราคาที่ไม่ผันผวนนัก ที่สำคัญนักลงทุนทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผล 10 ปี อีกด้วย

 

จึงไม่น่าแปลกใจนัก ที่นักลงทุนไม่น้อยจะให้น้ำหนักการลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เพราะไม่เพียงผลตอบแทนที่สูงกว่า ‘ดอกเบี้ยเงินฝาก’ ที่ต่ำเตี้ยติดดินเท่านั้น ยังสามารถเติมเต็มพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงสร้างความสมดุลให้แก่พอร์ตโดยรวมอีกด้วย

 

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ก็คือ “พลังงานไฟฟ้า” ที่ปริมาณความต้องการใช้มีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลงแต่ประการใด เป็นอีกหนึ่งความมั่นคงของประเทศ

 

ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี” หรือ KBSPIF” ที่เตรียมจะเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเร็วๆนี้ มาฝากกัน

 

         

 

“กอง KBSPIF”...จัดตั้งเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าในอนาคต

 

โดย “อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์” กรรมการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS ได้ให้ข้อมูลว่า ‘บริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด (KPP)’ ซึ่งกลุ่มน้ำตาลครบุรีถือหุ้น 99.99% ได้จัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี” หรือ “กองทุน KBSPIF” เพื่อเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ซึ่งคาดว่าวงเงินระดมทุนในครั้งนี้จะ ‘ไม่เกิน 2,800 ล้านบาท’ เพื่อเข้าลงทุนในสิทธิในผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้าจาก ‘โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล’ ของ บริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด ในอัตรา 62% ของรายได้ตามสัญญาจำหน่ายไฟฟ้า แก่ ‘กฟผ.’ จำนวนไม่เกิน 22 เมกะวัตต์ (MW) และสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ ‘น้ำตาลครบุรี’ อีก 3.5 เมกะวัตต์ ตลอดอายุสัญญาประมาณ 20 ปี

 

          

อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์

 

ขณะเดียวกันเพื่อลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานประเภทโรงไฟฟ้า ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ และให้โอกาสผลตอบแทนที่ดีแก่ ‘กองทุน KBSPIF’ และ ‘KPP’ จะนำเงินที่ได้ไปใช้เพื่อลงทุนขยายกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลแห่งใหม่ในอนาคต ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำตาลเป็นประโยชน์สูงสุด และช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประเทศ

           


“ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ ที่มีได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดต่ำนั้น ทาง KPP ก็ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากสัญญาขายไฟแก่กฟผ.นั้น เป็นสัญญาก่อนเกิดระบาดไวรัสCOVID-19 จึงทำให้มีการรับซื้อไฟฟ้าที่สม่ำเสมอและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้แก่ KPP”

 

“กอง KBSPIF”...ชูจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง- อายุ 20 ปี IRR 7%

 

ฟาก “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน KBSPIF บอกว่า ‘กองทุน KBSPIF’ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ซึ่งกำหนดการจ่ายไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ได้ปรับปรุงแล้ว  โดยจากการประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่งผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 อยู่ที่ 8.95% (จากเงินปันผลร้อยละ 6.24 และจากเงินลดทุนร้อยละ 2.71) โดยประมาณการอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) อยู่ที่ 7.00%

 

        

ชวินดา หาญรัตนกูล

 

“โดย ‘กองทุน KBSPIF’ จะมีระยะเวลารับโอนผลประโยชน์จากการจำหน่ายไฟฟ้าของ KPP ระยะเวลาประมาณ 20 ปี นับตั้งแต่วันที่จัดตั้งกองทุนฯ  ทรัพย์สินที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลครบุรี (KBSPIF) เข้าลงทุนนั้น เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่มีคู่สัญญาจำหน่ายไฟฟ้าประเภท Firm กับ กฟผ. ที่คิดอัตราค่าไฟฟ้า ต่อหน่วยของสัญญาอยู่ที่ 2.0577 บาท/กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และสัญญาขายไฟฟ้ากับ KBS เท่ากับ 2.90 บาท/กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในกระแสรายได้ให้กับกองทุน KBSPIF”

 

 

นอกจากนี้ ‘บมจ.น้ำตาลครบุรี’ มีนโยบายเข้าถือครองหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 15% แต่ไม่เกิน 33% ของจำนวนหน่วยลงทุน เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพการสร้างรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้ตลอดอายุสัญญา และ ‘กองทุน KBSPIF’ ยังมีโอกาสในการเติบโตจากการนำโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลแห่งใหม่เข้าระดมทุนเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย 

 

“กอง KBSPIF”...เคาะราคาIPO 10 บาท/หน่วย-เตรียมเปิดจองซื้อ 4-7 ส.ค. 2563

 

“พิจิตตรา ไตรรัตนธาดา” ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวาณิชธนกิจ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย บอกว่า ‘กองทุน KBSPIF’ ได้กำหนดราคาเสนอขายหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาทต่อหน่วย และจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำในการจองซื้อที่ 500 หน่วย และเพิ่มครั้งละ 100 หน่วย ซึ่งจะเริ่มเปิดให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ที่สนใจสามารถจองซื้อหน่วยลงทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 4-7 สิงหาคม 2563 ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างแน่นอน

 

                  

พิจิตตรา ไตรรัตนธาดา

 

“โดย KBSPIF มีจุดเด่นด้านโครงสร้างการแบ่งกระแสรายได้เข้ากองทุนรวมฯ ที่มีความผันผวนต่ำจากสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าระยะยาวให้แก่หน่วยงานภาครัฐซึ่งคือ EGAT และบางส่วนให้แก่ KBS อีกทั้งกองทุน KBSPIF ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายการดำเนินงานโรงไฟฟ้า อันได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าซ่อมแซมและบำรุงเครื่องจักรโรงไฟฟ้า เป็นต้น ส่งผลให้กระแสรายได้ที่ KBSPIF ได้รับมีความผันผวนต่ำและไม่ขึ้นกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานโรงไฟฟ้า”

 

 

รวมทั้งสิทธิพิเศษที่กรมสรรพากรยังให้สิทธิทางภาษีแก่ผู้ลงทุนที่ลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันจัดตั้งกองทุน

 

 

นอกจากนี้ ‘กองทุน KBSPIF’ ยังได้ปิดความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้าอันได้แก่ กากอ้อย จากการเข้าทำสัญญากับ KBS ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่ของประเทศ ในการจัดหาวัตถุดิบที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำตาลมาป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าตลอดอายุสัญญากองทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่กองทุนฯ เข้าลงทุนจะมีวัตถุดิบที่เพียงพอสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้แก่นักลงทุน

 

 

สำหรับ “กองทุนโครงสร้างพื้นฐานน้องใหม่” อย่าง ‘KBSPIF’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกองที่น่าสนใจ ด้วยจุดเด่นอย่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตลอดระยะเวลา 20ปี ที่จะช่วยสร้างให้มีรายได้อย่างสม่ำเสมอใน ‘ยุคดอกเบี้ยต่ำ’ เช่นนี้ และปันผลอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จึงถือค่อนข้างที่จะเหมาะกับนักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาวขึ้นไป

Share: