11 หุ้น รับอานิสงส์ “บาทอ่อนค่า”

ความกังวลจากสถานการณ์ Covid-19 ที่มีโอกาสระบาดรอบ 2 เป็นปัจจัยกดดันเงินทุนต่างประเทศไทยไหลออก ทำให้ค่าเงินบาท “อ่อนค่า” มากที่สุดในรอบ 1 เดือน โดยการอ่อนค่าลงราว 2% จากเดือนมิ.ย. ซึ่งนอกจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินมากที่สุด วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลมาฝากนักลงทุนว่า หุ้นตัวไหนที่นักวิเคราะห์มองว่าได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุด


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 2% จากที่มีการแข็งค่ามากสุดในช่วงปลายเดือน มิ.ย. เนื่องจากมีเงินทุนไหลออกของบริษัทใหญ่ ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องลดสถานะการถือเงินบาทลง ประเด็นดังกล่าวทำให้จะมีการปรับประมาณการค่าเงินบาทในไตรมาสนี้ให้อ่อนค่าลงตามเช่นกัน  อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการเคลื่อนไหวของเงินบาทมาจากปัจจัยระยะสั้น และไม่ได้กดดันภาพระยะยาว


จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า จะส่งผลบวกกับหุ้น 11 ตัว ประกอบด้วย  หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คือ หุ้นบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และหุ้นบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก การอ่อนค่าของเงินบาททุกๆ 1 บาท จะมีผลทำให้กำไรของหุ้น KCE เพิ่มขึ้น +6% และ HANA เพิ่มขึ้น +5%เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ


ตัวต่อมาโดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรลดลง ดังนี้  หุ้นบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA +6%, หุ้นบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +2% ,หุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU +5%, หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF +5%, หุ้นบริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN +5%,หุ้นบริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT +2%


และสุดท้ายในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้ผลกระทบเชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อน เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ประกอบด้วย หุ้นบริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือ SMPC ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +8-10% หุ้นบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +8% หุ้นบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ EPG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +4%


ซึ่งใน “ลิสต์หุ้น 11 ตัว” หุ้นที่นักวิเคราะห์ บล.เคทีบีชื่นชอบมากที่สุด จะมี SMPC (ซื้อ/เป้า 12.70 บาท) เนื่องจากเป็นหุ้นที่จะได้ผลบวกมากสุดจากเงินบาทอ่อนค่า และผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้คนทำอาหารรับประทานเองกันมากขึ้น ดันยอดขายถังแก๊สพุ่ง และ MEGA (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท) จะได้อานิสงส์จาก COVID-19 ส่งผลบวกต่อยอดขายวิตามินเพิ่มขึ้น และ CPF (ซื้อ/เป้า 35.00 บาท) ยังได้ประโยชน์จากราคาหมูที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

 

คาดกำไรสุทธิ CPF ในไตรมาส 2 ยังบวก 55.7% แม้มีการปิดเมือง

มาดูกันว่าหุ้นตัวเด่นๆ ในลิสต์หุ้น 11 ตัว นักวิเคราะห์ค่ายอื่นมองอย่างไรกันบ้าง? เริ่มจากหุ้น CPF หุ้นอาหารตัวท็อป นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าไตรมาส 2/2563 ยังเป็นไตรมาสที่ดี แม้ COVID-19 จะทำให้การดำเนินงานอ่อนลง q-q จากการล็อกดาวน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ส่งผลให้การบริโภคลดลง แต่คาดว่ากำไรสุทธิคาด +55.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (y-y) +4.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (q-q) ที่ 6,394 ล้านบาท คาดยอดขาย 1.4 แสนล้านบาท +2% y-y จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในเวียดนาม จีนและไทยจากราคาขาย เพิ่มขึ้น แต่ -1% q-q จากราคาขายเฉลี่ยทั้งหมูและไก่ -5% q-q แต่ราคาเฉลี่ยยังเป็นระดับที่สูงกว่าจุดคุ้มทุนและได้ผลบวกจากบาทอ่อน ส่งผลให้ margin ยังสูงถึง 17.5%


จึงคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 36 บาท โดยทางฝ่ายยังมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานของ CPF ว่ายังเติบโตจากราคาเนื้อสัตว์ที่ยังสูงไป 2 ปีเป็นอย่างน้อยทั้งในไทยและต่างประเทศจาก ASF ที่ยังมีการระบาด อีกทั้งหลังคลายล็อกดาวน์คาดกำลังซื้อจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

 

 

TU ยังโดดเด่นในกลุ่มส่งออกอาหาร

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า สำหรับหุ้น TU นั้น แม้ผลกระทบ COVID-19 กดดันธุรกิจ Red Lobster แต่ยอดขายทูน่ายังทำได้ดี บวกกับ Gross margin คาดทำระดับสูง จากสัดส่วนขายทูน่าแบบแบรนด์สูงขึ้น (High margin) ประเมินกำไรหลักในไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มดีกว่าที่เคยประเมินเบื้องต้นไว้ คาดที่ 1,400 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 63% q-q แต่ปรับลดลง 11% y-y และกำไรสุทธิ 1,300 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 128% q-q และเพิ่มขึ้น 1,117% y-y และประเมินกำไรปี 2563 ปรับเพิ่มขึ้น 15% และต่อเนื่อง +16% ในปี 2564


ซึ่งความโดดเด่นของ TU ยังเป็น Laggard กลุ่มส่งออกอาหารมาก ประกอบกับนักวิเคราะห์มองยอดขายดีกว่าคาด ขณะที่ Gross margin อยู่ในระดับสูง ดังนั้นค่าเงินบาทเริ่มส่งสัญญาณอ่อนค่า เป็นผลดีกับยอดขายและมาร์จิน TU รวมถึงจิตวิทยาบวกจากการซื้อหุ้นคืนช่วงที่ผ่านมา ช่วยจำกัด Downside และราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER21F ที่ต่ำเพียง 12.8x และ PBV20F 1.1x และมีการจ่ายปันผล 3.65%

 

 

หุ้น KCE มีสัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า หุ้น KCE มีสัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง บริษัทมีรายได้ semiconductor ทั่วโลกสำหรับเดือนพ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.5% Y-Y และสูงกว่าที่ Morgan Stanley คาดการณ์ 8.2% ซึ่งผลประกอบการมีความหลากหลายแยกตามภูมิภาค โดยรายได้ในยุโรป (ลดลง 19.4%) ถูกกลบโดยรายได้ในฝั่งอเมริกาเหนือ (เพิ่มขึ้น 29.8%) และประเทศจีน (เพิ่มขึ้น 5.7%)


โดยยอดขายยานยนต์ในประเทศสหรัฐฯ (SAAR; Seasonally Adjusted Annual Rate) เดือนมิ.ย. อยู่ที่ 13.1 ล้านคัน ลดลง 23.5% Y-Y แต่เพิ่มขึ้น 7.4% M-M (สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 12.8 ล้านคัน) จำนวน Day of supply อยู่ที่ 58 วัน ลดลงจาก 67 วัน ในเดือนพ.ค. 2562 และ 62 วันในเดือนเม.ย. 2563 บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญและเป็นความท้าทายของอุปทาน (ยอดขายที่แข็งแกร่งกว่าคาดและการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก) สำหรับฝั่งจีนยอดขายยานพาหนะ โดยสารในประเทศจีนเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 1.645 ล้านคัน ลดลง 6.2% Y-Y แต่ เพิ่มขึ้น 2.9% M-M

 

 

รอรับตลาดยุโรป จัดซื้อรถ EV อีก 5-6 ล้านคัน

นอกจากนี้ปัจจัยที่โดดเด่นหนุนหุ้น KCE คือ มาตรการกระตุ้นสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรปร่างแผน European Green Recovery Plan อ้างอิงจาก Euractiv ที่มีวัตถุประสงค์ออกมาตรการกระตุ้นการจัดซื้อยานยนต์พลังงานสะอาดมูลค่า 2 หมื่นล้านยูโรใน 2 ปี ซึ่งจะสนับสนุนการจัดซื้อรถ EV ใหม่ราว 5-6 ล้านคัน


นอกจากนี้ Bloomberg ยังรายงานว่ารถยนต์ปลอดมลภาวะ จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง มาตรการดังกล่าวจะสร้างอุปสงค์เพิ่มเติมสำหรับรถ EV ในยุโรปตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ไปจนถึงปี 2564 ซึ่งทางนักวิเคราะห์คาดว่าจะเห็นคำสั่งซื้อโดยรวมที่แข็งแกร่งขึ้นของ KCE ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และเชื่อว่าจะฟื้นตัวได้ เร็วและแรงกว่ากลุ่ม เนื่องจากการผลิต Mass สำหรับลูกค้าใหม่และสินค้าใหม่ (โดยเฉพาะชิ้นส่วน hi-tech และคำสั่งซื้อ HDI PCB ที่บริษัทชนะมาในปี 2561-2562) หลังจากเกิดวิกฤติ โดยปกติผู้ประกอบการยานยนต์จะให้ส่วนลดหรือโปรโมชั่นสำหรับโมเดลรถรุ่นใหม่ นอกจากนี้สินค้าคงคลังของโมเดลรถรุ่นใหม่ ยังต่ำกว่าสินค้าคงคลังของโมเดลรถรุ่นเก่า

 

 

หยวนต้าฯ เชียร์ STA-STGT

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองบวกกับหุ้น STA และ STGT เนื่องจากเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก COVID-19 ราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.ค.63 ของ STGT ที่ 85.50 บาท เทียบเท่ามูลค่าต่อหุ้น STA ที่ 44.54 บาท ดังนั้นราคาปิด STA ล่าสุดมี Discount สูงถึง 34% และเปรียบเสมือนตลาดตีมูลค่าธุรกิจยางธรรมชาติเท่ากับศูนย์ จึงประเมินว่า STA ค่อนข้าง Undervalue มากเกินไป

 

 

ลดคำแนะนำเป็นถือ MEGA

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ถือ" หุ้น MEGA เป้าพื้นฐาน 37 บาท เนื่องจากฝ่ายวิจัยฯ คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ MEGA ในไตรมาส 2/2563  จะอยู่ที่ราว 243 ล้านบาท (+3.0% Y-Y, -20.6% Q-Q) โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น Y-Y จะเป็นเพราะมีรายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ในขณะที่กำไรที่ลดลง Q-Q จะเป็นเพราะมีการอุปสงค์การตุนสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่คาดผลผลการดำเนินงานจะดีขึ้น H-H ใน 2H63 เนื่องจากทั่วโลกมีการผ่อนคลายมาตรการ lockdown ลง แต่ Upside จำกัด

Share: