มอง “ต่างประเทศ”...มีโอกาสลงทุนที่น่าสนใจกว่าในประเทศ

ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับ “สันติ ธนะนิรันดร์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด ที่เข้ามารับไม้ต่อตั้งแต่เดือนต.ค.19 ที่ผ่านมา และได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในตำแหน่งนี้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 20 ที่ผ่านมา


โดยประกาศสานงานต่อเพื่อตอบโจทย์การมอบสิ่งที่ดีที่สุดและความพึงพอใจให้กับลูกค้าของบริษัท ภายใต้ปรัชญการลงทุนที่ ‘เน้นแสวงหาผลตอบแทนในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอด้วยการลงทุนอย่างรอบคอบ ไม่เสี่ยงมากจนเกินควร’


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythythai’ จะนำเสนอมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจของ CIO คนใหม่ของ ‘บลจ.บัวหลวง’ มาฝากกัน

 

 

“หุ้น” ยังไม่แพง...ดอกเบี้ยที่ต่ำ-หนุนให้ P/E หุ้นขยับขึ้นได้อีก

โดยสันติ มองว่า การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ว่าการลงทุนในหุ้นยังน่าสนใจ โดยตลาดหุ้นมีปัจจัยหลักคือความคาดหวังที่มีต่อความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนป้องกัน ‘COVID-19’ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าตั้งแต่กลางปี 2021 เป็นต้นไปโลกจะเริ่มมี ‘วัคซีนป้องกัน COVID-19’ ใช้ทั่วไป หรืออาจเร็วกว่านั้น ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นในช่วงหลังจากนี้ไปในฐานะที่เป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ


ขณะที่ ‘ธนาคารกลางทั่วโลก’ ต่างก็ใช้นโยบายอัตรา ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ พร้อม ‘อัดฉีดสภาพคล่อง’ เข้าสู่ระบบ รวมถึงรัฐบาลต่างๆ มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาขนานใหญ่เพื่อให้ความมั่นใจในการฟื้นฟูและเยียวยาระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้ลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเป็นอีกแรงสนับสนุนทำให้ตลาดการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้น

 


“ดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ P/E ตลาดหุ้นยังสามารถจะปรับขึ้นไปได้อีก ดังนั้น มองในภาพรวมตลาดหุ้นถือว่า ‘ไม่แพง’ มองไปในปีหน้า ‘ตลาดหุ้นไทย’ P/E ประมาณ 16 เท่า ‘หุ้นสหรัฐ’ ประมาณ 18-19 เท่า ไม่ใช่อะไรที่แพงจนไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แต่ตลาดหุ้นไทยในปีหน้ากำไรบริษัทจดทะเบียนคงยังไม่ฟื้นกลับมาเท่ากับปี19 ตลาดมองผลตอบแทน (รวมเงินปันผล) ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ประมาณ 6 – 7% ดังนั้น ในภาพรวมแล้ว บริษัทยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นจีน A-Share

 

 

แรงขายหุ้นทั่วโลกยังมี...ถือเป็นเรื่องดี-จังหวะทยอยเข้าลงทุนใน ‘หุ้น’

ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมการลงทุนเช่นนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามธีมการลงทุนระยะยาวที่วางไว้ทุกปี และยังคงให้ความสำคัญกับธีมการลงทุนที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี คือ “เครือข่ายครอบคลุมสร้างความแข็งแกร่ง บรรษัทแข็งแรงสร้างความยั่งยืน” ที่เน้นการลงทุนกับแพลตฟอร์มธุรกิจ และอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG


การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เห็นภาพธีมลงทุนปีนี้ชัดเจนมากขึ้น จากพฤติกรรมคนทั่วโลกที่ปรับใช้แพลตฟอร์มธุรกิจและอี-คอมเมิร์ซรวดเร็วขึ้น ส่วนในไทยมีหลายบริษัทที่สามารถปรับตัวได้ดี สามารถตอบโจทย์ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ขณะที่ประเด็น ESG พบว่า หลังจากโควิด-19 แพร่ระบาดนั้น ผู้ลงทุนได้ให้ความสำคัญกับบริษัทที่เน้นการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน สะท้อนได้จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ากองทุน ESG ทั่วโลกมากขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ผู้ลงทุนตระหนักเรื่อง ESG มากขึ้น และหุ้นกลุ่มที่มี ESG ก็มีผลการดำเนินงานที่ดีด้วย


“แรงขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติเป็นภาพเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับทั้งโลก แม้ว่าตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมาจะปรับตัวขึ้นมามากก็ตาม แต่ก็ยังมีเงินไหลออกจากหุ้น แสดงว่านักลงทุนยังมี ‘ความกลัว’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี จะมีเพียง ‘หุ้นเทคโนโลยี’ เท่านั้น ที่มีแรงซื้อเข้ามา ในภาพรวมจึงถือเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนสามารถเข้าทยอยสะสมหุ้นเพื่อหวังผลในระยะยาวได้ แต่ถ้าหากตลาดมีแต่ ‘ความโลภ’ ทุกคนแห่กันซื้อหุ้นเช่นนั้นภาพก็จะต่างกันไป”

 

 

ในประเทศ ชู “หุ้นค้าปลีก-รพ.-พลังงานไฟฟ้า”...ยังเป็นกลุ่มที่ลงทุนได้

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ‘ในระยะสั้น’ เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมล้วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ ‘COVID-19’ เพราะส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจรูปแบบดั้งเดิม ไม่ได้มีกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์จากช่วง ‘COVID-19’ เหมือนเช่นในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตลาดได้มีการรับรู้ผลกระทบจาก ‘COVID-19’ ที่มีต่อผลการดำเนินงานไปแล้ว 6 เดือน –1 ปีข้างหน้า ดังนั้นการลงทุนต้องมองไปข้างหน้า ‘ระยะยาว’ ซึ่งบริษัทมองว่า ยังมีกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของสังคมเมืองที่มีความน่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล และพลังงานไฟฟ้า โดยกลุ่มเหล่านี้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอยู่


“ผู้ลงทุนควรเพิ่มโอกาส โดยการ ‘จัดสรรเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ’ มากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่สอดคล้องกับธีมการลงทุนที่กล่าวมา ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนควรกระจายการลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ รวมถึงอายุ หากเดิมมีสินทรัพย์เสี่ยงอยู่น้อยเกินไปก็ควรเพิ่มสัดส่วนนี้ ขณะเดียวกันควรกระจายความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน และทองคำ เป็นต้น โดยต้องเน้นมุมมองการลงทุนในระยะยาว ทยอยลงทุนในภาวะที่ตลาดย่อตัวลงมา ไม่ควรเก็งกำไรในระยะสั้น”


สิ่งที่สำคัญในการลงทุน นอกจากจะกระจายการลงทุนแล้ว ยังต้อง ‘วางแผนการลงทุน’ ด้วย เพราะในช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้สินทรัพย์ส่วนที่เตรียมไว้สำหรับสภาพคล่องมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ ซึ่งสำหรับคนวัยทำงานแล้ว ควรวางแผนพอร์ตการลงทุนในระยะยาว ไม่เช่นนั้นแล้วเงินที่เก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณอาจจะไม่เพียงพอ โดยเรื่องของการลงทุนนั้นวินัยเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่ ความสม่ำเสมอในการสมทบเงินลงทุน และความอดทนต่อความผันผวน สำหรับคนที่เกษียณแล้วต้องกระจายการลงทุนให้เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องมีสัดส่วนหุ้นที่สูงเหมือนในอดีต แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา เพราะตลาดการเงินยังมีความผันผวนอยู่ ควรจัดสรรเงินลงทุนตามกรอบเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีวินัย


สันติ ยอมรับว่า การเข้ามารับตำแหน่ง CIO ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ถือเป็น ‘ความท้าทาย’ แต่ก็พร้อมที่จะเดินหน้าสานต่อนโยบายที่วางเอาไว้ดีแล้วภายใต้ปรัชญาการลงทุนของบริษัท ในส่วนกระบวนการลงทุนในหุ้นยังยึดมั่นหลักการที่มุ่งไปยังหุ้นที่มี ปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความชัดเจนของความสามารถในการทำกำไร และสามารถลงทุนได้ในระยะยาวพร้อมจับจังหวะการเข้าซื้อขายที่ดี เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่ดี หรือ ‘Good Stock + Good Trade = Good Performance’ เช่นเดิมนั่นเอง

Share: