ออมสินบุกธุรกิจนอนแบงก์ชูดอกเบี้ยกู้ต่ำ ต่อมาตรการพักหนี้ถึงสิ้นปีนี้ ชงคลังออกซอฟโลนใหม่

เปิดแผน “ออมสิน” บุกตลาดนอนแบงก์ปลายปีนี้ ผอ.ป้ายแดง "วิทัย" ปักธงปล่อยกู้กลุ่มคนรายได้น้อย ชูดอกเบี้ยกู้ต่ำกว่าตลาด 8-10% พร้อมยืดมาตรการพักหนี้ถึงสิ้นปี 63 ชงคลังออกซอฟโลนใหม่ 1 แสนล้านบาท ทำไจกำไรแบงก์ปีนี้ลดวูบ50%จากปีที่แล้ว แจงรายได้ดอกเบี้ยรับลด-ตั้งสำรองหนี้เพิ่ม


นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ธนาคารจะรุกธุรกิจนอนแบงก์อย่างเต็มตัว โดยการปล่อยสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดในปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนรายย่อย/ผู้มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นภารกิจแรกจะรุกทำ”ฟิโกไฟแนนซ์และนาโนไฟแนนซ์” ภายในปลายปีนี้


ซึ่งจะสนับสนุนให้กลุ่มฐานรากหรือกลุ่มคนรายได้น้อย สามารถกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านอนแบงก์ในระบบ โดยมีเป้าหมายจะลดภาระดอกเบี้ยผู้กู้ลงให้ได้ 8 - 10% จากปกตินอนแบงก์จะคิดดอกเบี้ยระดับสูงถึง 24-28% สำหรับสินเชื่อบุคคล/บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เป็นต้น


“เราจะรุกตลาดนอนแบงก์ ที่มีกลุ่มลูกค้ารายได้น้อยไปใช้บริการค่อนข้างมาก เนื่องจากเห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น กับกลุ่มคนรายได้น้อย แต่มีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าคนที่มีรายได้มาก “นายวิทัยกล่าว


ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธนาคารฯ มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้จำนวน 12.8 ล้านราย หรือ 61.6% ของจำนวนลูกค้ารวม

 

 

ยืดพักหนี้ลูกหนี้โควิดถึงสิ้นปี 63

ในส่วนของมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน (1 เม.ย.-30 กงย. 2563) ให้ลูกค้าและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบัน มีลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเคหะ และสินเชื่อเอสเอ็มอี(ไม่เกิน 100 ล้านบาท) ได้เข้าร่วมพักชำระหนี้ทั้งสิ้น 3.1 ล้านราย วงเงินรวม 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้จะครบกำหนดในเดือนก.ย. 2563 ธนาคารเตรียมที่จะต่ออายุมาตรการนี้ถึงสิ้นปี 2563 โดยคณะกรรมการธนาคารได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว


ทั้งนี้ มาตรการพักชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ดี (ค้างขำระไม่เกิน 3 เดือนและไม่เป็น NPL ณ 31 มี.ค. 2563)


นอกจากนี้ ธนาคารมีโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดของธนาคาร ทั้งประเภทสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายวงเงิน 40,000 ล้านบาท และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้โครงการ”สินเชื่อธนาคารประชาชน” วงเงิน 5,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้(19 ก.ค.2563) ธนาคารได้อนุมัติแล้วจำนวน 1.15 ล้านราย วงเงินรวม 1.42 หมื่นล้าบาท

 

 

ปีนี้กำไรวูบ 50% ตั้งสำรองรับมือ NPL

สำหรับผลดำเนินงานครึ่งปีแรกของธนาคารออมสิน นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 2.21 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิประมาณ 5 พันล้านบาท และคาดว่าปีนี้ทั้งปีจะสามารถทำกำไรได้ประมาณ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้ว กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.42 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ ธนาคารมีส่วนต่างดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำ รวมถึงรายได้ดอกเบี้ยรับที่ลดลง เนื่องจากการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ่จากโควิด และมีภาระตั้งสำรองหนี้จัดชั้นที่เพิ่มขึ้นด้วย


“ส่วน NPL(หนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน) ยังไม่เพิ่มขึ้น เพราะลูกหนี้เข้าพักหนี้กัน แต่อย่างไรก็ตาม ตนได้มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้ฯไว้แล้วเป็นหลักพันล้านบาท และจะเห็นการตั้งสำรองต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ “นายวิทัยกล่าว

 

 

ชงคลังขอออกซอฟโลนใหม่ 1 แสนล้าน

นายวิทัย กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟโลน) 1.5 แสนล้านบาท ว่า ธนาคารได้อนุมัติแล้วจำนวน 14,800 ราย วงเงินรวม 1.368 แสนล้านบาท ซึ่งเหลือวงเงินอีกประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโควต้าของนอนแบงก์ที่จะนำไปปล่อยกู้ต่อ อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้เตรียมที่จะออกซอฟโลนใหม่อีกประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง


ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ออกซอฟโลน 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. ออมสินปล่อยกู้ตรงให้แก่ผู้ประกอบการ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีบสย.ค้ำประกัน 2. ออมสินปล่อยให้นอนแบงก์ ดอกเบี้ย 0.1% เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้ผู้ประกอบการ วงเงิน 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีหลักประกันและบสย.ค้ำประกันด้วย


3. ออมสินปล่อยให้แก่ธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ย 0.1% เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาทในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% โดยมีหลักประกันและบสย.ค้ำประกัน และ4. ซอฟโลนที่ให้เอสเอ็มอีที่ไม่มีสินเชื่อสถาบันการเงินวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท มีหลักประกันและบสย.ค้ำ

 

 

ปั้นออมสินช่วยลูกค้า 3 กลุ่มหลัก

นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารออมสินจะทำการปรับบทบาทสู่การเป็น Social Bank หรือธนาคารเพื่อสังคมอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นดูแลลูกค้าและประชาชน 3 กลุ่มหลักสำคัญของประเทศ คือ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า) และองค์กรชุมชน


นอกจากนี้ ธนาคารฯ จะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสร้างธุรกิจ โดยรวบรวมองค์ความรู้ ข้อมูลในทุกด้านที่จำเป็นต่อการพัฒนาของผู้ประกอบอาชีพและการทำธุรกิจ อาทิ กลุ่ม Street Food, กลุ่ม Homestay เป็นต้น โดยธนาคารฯมีเป้าหมายที่จะเป็นหน่วยงานรัฐแห่งแรกที่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน


สำหรับด้าน Digital Banking จะถูกปรับบทบาทให้เข้ามาช่วยสนับสนุนงานของสาขา และรองรับการเข้าสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) โดยจะพัฒนาบริการลักษณะเฉพาะ หรือ Feature ใหม่ ๆ บนแอปพลิเคชัน MyMo เช่น บริการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านแอปฯมือถือได้ การให้บริการสินเชื่อแบบ Digital Lending การเปิดบัญชีเงินฝาก (e-KYC) ซึ่งจะเริ่มให้บริการได้ประมาณต้นปี 2564

Share: