“ESG” ปัจจัยที่ต้องใส่ใจเทียบเท่ากับ...‘ผลกำไร’ ของบริษัท

“วิกฤตการณ์ COVID-19” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เรียนรู้ว่าระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างทางสังคมของเราเปราะบางแค่ไหน จากการละเลยต่อปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีมากกว่า 10 ล้านคน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 5 แสนราย และยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนให้ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น

 

“อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ทำให้ได้รับประสบการณ์ และการตระหนักถึงความรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสังคมที่กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างมากขึ้น และปัจจัย ‘สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)’ ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงและได้รับการตระหนักมากขึ้น”

 

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและสุขภาพแล้ว เห็นได้ชัดว่าธุรกิจก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเพื่อปรับตัวให้รอดพ้นจากวิกฤต หากไม่แข็งแรงพอการดำเนินกิจการย่อมต้องยุติและส่งผลกระทบต่อเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ Supplier ไปจนถึงลูกจ้าง เกิดปัญหาการว่างงาน ความเหลื่อมล้ำขาดแคลน ยากจน และอาชญากรรม เป็นวัฏจักร

 

การตระหนักถึง ‘ESG’ ที่เพิ่มขึ้น

 

การเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยคิดว่าสิ่งนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เป็นความประมาทที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะสิ่งที่เราไม่เคยเจอ ไม่ได้หมายความว่าไม่มี ตามทฤษฎี Black Swan เช่น เหตุการณ์ Brexit เป็นต้นความประมาทจึงถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่บริษัทจะต้องคำนึงถึงในการที่จะเตรียมรับมือเพื่อให้สามารถบริหารให้ได้ผลตอบแทนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสถานการณ์ปกติ และสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนได้เสีย

 

“การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้าง Suppliers ลูกค้า หรือผู้ถือหุ้น รวมถึงการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จะถูกให้ความสำคัญมากขึ้นทำให้การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นของบริษัท จำเป็นต้องใช้การพินิจพิเคราะห์ที่ละเอียดและระมัดระวังมากขึ้น เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์ได้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ”

 

COVID-19”…ยกระดับ ‘ปัจจัย ESG’

 

ก่อนเหตุการณ์แพร่ระบาดของ ‘COVID-19’ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ  อย่างไรก็ตาม การลงทุนอย่างรับผิดชอบไม่ได้มีแค่การตระหนักเพียงด้านสิ่งแวดล้อมหรือธรรมาภิบาลเท่านั้น ภายหลังจากเหตุการณ์ COVID-19 ทำให้พบว่า ปัจจัยด้าน ‘สังคม’ นั้นสำคัญและไม่ได้ด้อยกว่าปัจจัยอื่นๆ เลยโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ขยายภาพปัญหาด้านสังคมให้ชัดเจนขึ้นว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจเพียงใดซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่นักลงทุนจะให้ความสำคัญเมื่อพูดถึง ESG

 

          

 

เหตุการณ์ COVID-19 ยกระดับให้ปัจจัย ESG มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนมีการผลักดันให้บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง นโยบายการจ้างงาน ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และการรับมือกับเหตุการณ์ COVID-19

 

“นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Federated Hermes แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีการจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนที่มีการบูรณาการปัจจัย ESG เพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลจาก MSCI ได้แสดงให้เห็นว่าพันธบัตรและตราสารทุนที่อยู่ในกลุ่ม High ESG ratings ก็ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกัน (ที่มา: www.financierworldwide.com)”

 

การรับมือวิกฤตการณ์

 

บริษัทจำเป็นที่จะต้องมีกรอบการประเมินความเสี่ยงของความยั่งยืนของบริษัท (Sustainable Risk Framework) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจและจากเหตุการณ์ COVID-19 ทำให้รู้ว่าเราไม่สามารถเพิกเฉยต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ อาทิ โรคระบาด การทุจริตหรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อที่จะจัดการกับความท้าทายที่อาจจะเกิดขึ้น การพัฒนาให้ดีกว่าและปลอดภัยกว่าเดิม (Build Back Better and Safer) เป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทจะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยคาดหวังว่าบริษัทต่าง ๆ จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

 

ดังนั้นภายหลังจากเหตุการณ์ COVID-19 บริษัทที่มีการวางกลยุทธ์ที่มีธรรมาภิบาลต่อลูกจ้างหรือผู้มีส่วนได้เสียจะเป็นที่ดึงดูดนักลงทุนมากกว่าบริษัทที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ใน “ระยะสั้น” บริษัทควรเพิ่มความพยายามที่จะบูรณาการ ‘ปัจจัย ESG’ และริเริ่มในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ความยั่งยืน’ มีส่วนร่วมในการ Engage ร่วมกับนักลงทุนและมีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรองรับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ

 

ส่วนใน “ระยะยาว” ผลกระทบจาก COVID-19 และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ มีแนวโน้มจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่ใช้ในการวิเคราะห์ ESG ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของ ESG ต่อธุรกิจ

 

“การแพร่ระบาดและผลกระทบของไวรัสเป็นเหมือนสิ่งที่เตือนให้เราตระหนักถึง ‘ความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง’ และได้รู้ว่าการดำเนินชีวิตที่ผ่านมานั้นขาดความระมัดระวังเพียงใด ซึ่งนี่จะไม่ใช่วิกฤตระดับโลกครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องเผชิญเราควรพร้อมรับกับสิ่งไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรต่างๆ”

 

เหตุการณ์โรคระบาดได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในนิยามของ “ความยั่งยืน” โดยเชื่อว่าในระยะยาวการลงทุนอย่างรับผิดชอบจะสร้างคุณค่าให้มากกว่าผลตอบแทนที่แข็งแกร่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยเราไม่สามารถกลับไปดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ที่มีผลกระทบทางลบต่อบุคคล สังคม และเศรษฐกิจ

 

“วิกฤติ” ที่เกิดขึ้นทำให้การตระหนักเรื่อง ‘ESG’ ไม่ใช่แค่เป้าหมายในระยะยาว แต่เป็นปัจจัยที่ต้องใส่ใจอย่างเร่งด่วนเทียบเท่ากับผลกำไรของบริษัท

 

Share: