EA จากจุดเริ่มต้นไบโอดีเซล สู่ธุรกิจอนาคต “ยานยนต์ไฟฟ้า”

เมื่อเราพูดถึงหนึ่งในหุ้นที่ร้อนแรง อย่างบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ต้องนึกถึงหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่น เห็นได้จากงวดไตรมาส 1/63 มีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 1,452.06  ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ  1,210.72 ล้านบาท แต่รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้าไม่ใช่ธุรกิจแรกของ EA


EA เข้าซื้อขายในตลาดหลักกทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2556 ด้วยราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 5.50 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.10 บาท ราคาหุ้นของ EA หลังจากการเข้าทำการซื้อขายนั้นปรับตัวขึ้นได้อย่างดีมาก และในขณะเดียวกันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ EA มีขนาดใหญ่มากกว่า 60 % ของตลาด mai ความใหญ่ของ EA ทำให้มีผลกับดัชนีตลาด mai จนมีคำพูดเล่นๆกันว่า ดัชนีตลาด mai จะบวกหรือลบขึ้นอยู่กับหุ้น EA


หลังจากนั้นช่วงปลายปี 2559 บริษัทได้ยื่นคำขอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาอนุมัติให้นำหลักทรัพย์ของ EA ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) (ย้ายจาก mai ไป SET) โดยได้เข้าซื้อขายใน SET และจัดให้หลักทรัพย์อยู่ในกลุ่มทรัพยากร หมวดพลังงานและสาธารณูปโภคนับตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2560 เป็นต้นมา


EA เริ่มต้นด้วยธุรกิจไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล (B100), กลีเซอรีนบริสุทธิ์ และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิต หลังจากนั้นได้ขยายการลงทุนไปยัง กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทย่อยของบริษัท โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิต ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวม 664 เมกะวัตต์ หัวใจของกำลังการผลิตหลัก คือ โครงการหนุมาน


ต่อมา EA ได้ประกาศการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยขยายการดำเนินธุรกิจไปยังธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนา และผลิตแบตเตอรี่ ประเภทลิเทียมไอออน พอลีเมอร์ (Lithium-lon Polymer)  ขนาดกำลังการผลิต 50 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งได้แบ่งแผนการก่อสร้างออกเป็น 2 ระยะ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างระยะที่ 1 ขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง (GWh) ที่มีแผนเริ่มดำเนินการผลิตระยะที่ 1 ได้ภายในปี 2563 หลังจากนั้นจะทยอยขยายเฟสต่อไปในอนาคต


หลังจากนั้นได้ขยายการดำเนินงานไปยังธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า “EA Anywhere” และขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ รวมทั้งการนำเข้า-ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Hub Station และโลจิสติก นอกจากนี้ยังมีเรือไฟฟ้าอีกด้วย


โครงการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า MINE Mobility ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โดยรุ่นแรกจะจำหน่ายจะเป็นรุ่น MINE SPA1 ขนาดกลาง หรือขนาดรถครอบครัว (MPV) ด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 30 kWh วิ่งได้ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบบ Quick Charge 1 ครั้ง


อย่างไรก็ตามการระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้แผนการนำรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 ออกเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปจึงต้องเลื่อนไปด้วย แต่บริษัทยังคงดำเนินการก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์เพื่อเตรียมการผลิตและส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนา จำกัด โดยทำการหารือร่วมกันเพื่อปรับแผนการทยอยส่งมอบเป็นเริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2563 ถึงไตรมาสที่ 4/2564


ส่วนธุรกิจเรือไฟฟ้าโดยสาร โดยใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในการขับเคลื่อนยนต์ทางน้ำ เพื่อให้บริการการเดินทางในแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าน้ำปากเกร็ด จนถึง ท่าน้ำวัดราช สิงขร รวมระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร นั้น โดยอยู่ระหว่างการทดสอบระบบต่าง ๆ และรอการทดสอบการเดินเรือภายในกลางปี 2563


ในแต่ละครั้งที่ EA ประกาศแผนลงทุน นับเป็นการเซอร์ไพรส์นักลงทุนอย่างมาก ล่าสุดส่งบริษัทย่อยเข้าลงทุน 40% ในบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจด้านกิจการพัฒนาคุณภาพ ผลิต ประกอบชิ้นส่วนและจัดจำหน่าย ตลอดจนการขายและให้บริการหลังการขายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รถยนต์โดยสาร รถยนต์เชิงพาณิชย์ และรถยนต์ส่วนบุคคล


ทางด้าน NEX ออกมาระบุด้วยว่า EA เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน และมีโรงงานแบตเตอรี่ไฟฟ้ารถยนต์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน NEX จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต เนื่องจาก EA ถือว่ามีความชำนาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยให้การก้าวสู่ความเป็นผู้นำ Bus EV เบอร์หนึ่งของเมืองไทยได้ในเวลาไม่นาน เพราะมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมซัพพอร์ต


จากธุรกิจไบโอดีเซล EA ได้ขยายมายังธุรกิจโรงไฟฟ้า โรงงานแบตเตอรี่ และล่าสุดขยายสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นธุรกิจอนาคตของ EA เลยก็ว่าได้ เพราะปัจจุบันยังไม่มีรายได้ในส่วนนี้เข้ามา แต่หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้กับ EA พร้อมก้าวขึ้นสู่ผู้นำในธุรกิจพลังงานทางเลือก


“ถ้าพูดถึงยานยนต์ไฟฟ้าต้องนึกถึง หุ้น Tesla โดยราคาหุ้นล่าสุด ณ วันที่ 24 ก.ค.63 ปิดตลาดที่ราคา 1,513.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ปรับตัวลดลง 79.29 ดอลลาร์สหรัฐ หรือปรับลดลง 4.98% ซึ่ง Consensus มองว่าเป็นการปรับฐานราคาหุ้น เนื่องจากราคาหุ้น Tesla ปัจจุบันราคาแพงเกินพื้นฐาน หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และปรับตัวขึ้น 500% เมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา


โดย Elon Musk ให้สัมภาษณ์สื่อเพื่อย้ำความมั่นใจว่าธุรกิจยังเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายธุรกิจในปีนี้คาดว่าจะส่งรถมอบรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ได้ 500,000 คันทั่วโลก แม้ฐานการผลิตขนาดใหญ่จะอยู่ในจีนและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 แต่ความต้องการใช้งานรถ EV และความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ในระยะสั้นๆ Tesla เตรียมเปิดโรงงาน Gigafactory ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตชิ้นส่วนรถโมเดล Y และ Model 3 โดยใช้เงินลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”


แต่ในส่วนของ EA นั้น ล่าสุด ณ วันที่ 23 ก.ค. มีค่า P/E อยู่ที่ระดับ 28.61 เท่า ถือเป็นหุ้นที่มีค่า P/E มากสุดเป็นอันดับ 11 ของหุ้นพลังงาน โดยในวันดังกล่าวราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ระดับ 48.50 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 25.16% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา (24 เม.ย.-23 ก.ค.63) แต่ถ้าดูตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/63 จนถึงวันที่ 23 ก.ค.พบว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 23.57% สูงเป็นอันดับ 2 ของหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเป็นรองเพียงแค่ CKP เท่านั้น


การขยายไปยังธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่องของ EA จะเริ่มเห็นรายได้ในปีนี้ อย่าง 1.เริ่มรับรู้รายได้หน่วยธุรกิจ EV – Car จำนวน 180 คันใน ไตรมาส 4/63 รวมทั้ง 2. หน่วยธุรกิจแบตเตอรี่ Phase 1 ขนาด 1 GWh คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/63 และ3.ธุรกิจ Bio – PCM ขนาด 65 ตันต่อวัน หลังจากเลื่อนการส่งมอบจากไตรมาส 2/63 เป็นไตรมาส  3/63

 

 

อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่า  แนวโน้มกำไรปกติในครึ่งหลังปี 63 คาดจะเติบโตจากครึ่งปีแรก ได้แรงหนุนจากเป็นช่วง High season ของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไตรมาส 3/63 ซึ่งบริษัทมีกำลังผลิตที่มาจากพลังงานลม 386 MW (หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ 58%)


และเริ่มรับรู้รายได้ 3 หน่วยธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจ Bio – PCM ขนาด 65 ตันต่อวัน ซึ่งเลื่อนการส่งมอบจาก ไตรมาส 2/63 เป็นไตรมาส  3/63 แต่ไม่กระทบประมาณการกำไรปกติของเรา เนื่องจากเราให้ U–rate ที่ Conservative ,ที่เพียง 25% เท่านั้นและมีคำสั่งซื้อในต่างประเทศที่รองรับแล้ว 2.เริ่มรับรู้รายได้หน่วยธุรกิจ EV – Car จำนวน 180 คันใน ไตรมาส 4/63  และจะทยอยส่งมอบที่เหลือในปี 2564 และ 3.หน่วยธุรกิจแบตเตอรี่ Phase 1 ขนาด 1 GWh คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/63 เช่นกัน


แต่รายได้ในไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 4,346 ล้านบาท ลดลง 8.2% จากไตรมาส 1/63 แม้จะเป็นช่วง High season ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ Lockdown ทำให้คำสั่งซื้อและราคาขายเฉลี่ยในหน่วยธุรกิจ B100 ฉะลอลง จากไตรมาส 1/63  แต่เติบโต 20.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


เนื่องจากมาตรการสนันสนุน B10 และ B20 ของภาครัฐทำให้ ราคาขายเฉลี่ยของ B100 ปรับตัวขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าโครงการหนุมาน โครงการ HNM 10 (80MW) ที่ COD ไปเมื่อกลางเดือน เม.ษ. 62 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ใน ไตรมาส 2/63  อยู่ที่ 47.2% เพิ่มขึ้นจาก 43.6% ในไตรมาส 1/63 ด้วยค่าแสงของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดีขึ้น แต่ลดลงจาก 54.0% ในไตรมาส 2/62 เพราะสัดส่วนการขายจากหน่วยธุรกิจ B100 มากขึ้นซึ่งมีมาร์จิ้นน้อยกว่าหน่วยธุรกิจพลังงานหมุนเวียน


ส่วน SG&A คาดที่ 284 ล้านบาท ทรงตัว จากไตรมาส 1/63  แต่ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีค่าใช้จ่าย R&D ของหน่วยธุรกิจใหม่ราว 38 ล้านบาท ในไตรมาส 2/62 ส่งผลให้กำไรปกติของ EA ในไตรมาส 2/63  คาดอยู่ที่ 1,350 ล้านบาท. (-0.9%QoQ, +2.5%YoY) ซึ่งคิดเป็น 42% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2563


จากราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง จนไม่เหลืออัพไซต์ แต่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงคำแนะนำ “TRADING” เป้าหมาย 43 บาท/หุ้น โดยยังคงประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2563 ที่ 6,521 ล้านบาท (+11.4% YoY) ทำระดับสูงสุดใหม่


ยังคงเติบโตจากการ 1) รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าทุกโครงการเต็มปีเป็นปีแรก รวมขนาด 664 MW 2) เริ่มรับรู้รายได้หน่วยธุรกิจ Bio – PCM ที่มีมาร์จิ้นสูงในไตรมาส 3/63 3) เริ่มทยอยส่งมอบ EV – Car ราว 5,000 คัน ตั้งแต่ ไตรมาส 4/63 และ 4) โรงงานแบตเตอรี่ Phase 1 ขนาด 1GWh คาดจะเริ่มรับรู้รายได้ใน ไตรมาส 4/63 


ยังคงราคาเหมาะสมปี 2563 ที่ 43.00 บาทต่อหุ้น มี Upside จาก 1) Bio – PCM Phase 2 อีกขนาด 65 ตันต่อวัน คาดจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2564 2) โรงแบตฯ อีกขนาด 47 GWh และ 3) หน่วยธุรกิจ EV-Car, E-bus และ E-ferry ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ


นอกจากนี้ยังมีมุมมองบวกต่อการเข้าลงทุน NEX ซึ่งเป็นการต่อยอดในหน่วยธุรกิจ E-bus อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาราว 24% MTD สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว -2% ถึง +6% ซึ่งมองเป็นโอกาสในการลดน้ำหนักการลงทุน ในเชิงกลยุทธ์ รอเข้าสะสมเมื่อหุ้นมีการพักตัว

Share: