IPO นี้จะน่าซื้อหรือเปล่า!! SICT หุ้น TECH ตัวล่าสุด…กำลังจะเข้า mai

ก่อนหน้านี้ Wealthy Thai เคยนำเสนอข้อมูลบริษัทที่เตรียมจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้ว ซึ่งมีทั้งบริษัทในเครือขนาดใหญ่และธุรกิจเทคโนโลยี (TECH) ที่น่าสนใจ แต่วันนี้ทีมงานขอหยิบหุ้น SICT หรือ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ผู้ออกแบบ พัฒนา และจำหน่ายไมโครชิพ ที่ล่าสุดพึ่งปิดการจองซื้อหุ้นไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา และกำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 30 ก.ค. นี้ มาเล่าให้ฟังกัน

 

 

ธุรกิจวิจัยและพัฒนาไมโครชิป

การระบาดของ Covid-19 ทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลนีได้รับความนิยมสูง ซึ่งความนิยมนั้นลามมาถึงตลาดทุนด้วยเช่นกัน SICT ถือเป็นอีกหุ้นที่น่าจับตามอง เพราะอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่ปัจจุบันในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ้านเราหาได้น้อยมาก แต่หากจะหาคู่แข่งโดยตรงที่ทำธุรกิจเดียวกันและจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยแล้ว ต้องบอกเลยว่าไม่มี!!


โดย SICT ทำธุรกิจวิจัยและพัฒนาไมโครชิป (Microchip) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ระบบ RFID เช่น ไมโครชิพสำหรับกุญแจรถยนต์ ไมโครชิพสำหรับฝังในสัตว์เลี้ยง และไมโครชิพสำหรับประตูอัตโนมัติ ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้ออกแบบและถือครองลิขสิทธิ์ทางปัญหา ส่วนการผลิตจะว่าจ้างผู้ผลิตรายอื่นให้ผลิตไมโครชิพให้ก่อนจะจำหน่ายให้กับลูกค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SIC” ทั้งนี้ บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากส่งออกเกือบทั้งหมด โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 99.99% ของรายได้จากการขายในแต่ละปี

 

 

กลุ่มสินค้า

ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าด้วยกัน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal Tag) มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 40.45% (ข้อมูลสิ้นสุด ณ 31 มี.ค. 63) โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือประเทศที่ประกอบธุรกิจปศุสัตว์และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์รายใหญ่ของโลก เช่น สหภาพยุโรป, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกาและประเทศในกลุ่มอเมริกาใต้


2. ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ (Immobilizer) อยู่ที่ 32.93% (ข้อมูลสิ้นสุด ณ 31 มี.ค. 63) กลุ่มลูกค้าหลักคือบริษัทผลิตกุญแจสำรองที่ตั้งอยู่ในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเน้นให้บริการกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล


และ 3. ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ (Access Control) และระบบการอ่านข้อมูล (Interrogator) สัดส่วนรายได้อยู่ที่ 25.63% (ข้อมูลสิ้นสุด ณ 31 มี.ค. 63)


นอกเหนือจากสินค้า 3 กลุ่มหลักข้างต้นแล้ว บริษัทยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไมโครชิพสำหรับแท็กอาร์เอฟไอดีเพื่อนำไปใช้งานรูปแบบอื่นๆ เช่น ใช้สำหรับระบบฉลากอัจฉริยะเพื่อป้องกันการปลอมแปลงสินค้า (Smart Label) หรือใช้สำหรับตรวจวัดค่าเซ็นเซอร์ต่างๆ (Smart Sensor) เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการให้บริการหรือจำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการให้บริการเสริมแก่ลูกค้าเท่านั้น เช่น จำหน่ายชุดทดลอง (Study Kit), อุปกรณ์ทดสอบ (Tester) และ อุปกรณ์ประกอบ (Form Factor) เป็นต้น

 

 

เติบโต 2 เท่า ใน 4 ปี

ธุรกิจหลักของ SICT จัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 โดยบริษัทนับเป็นผู้ประกอบการไทยที่เป็นภาคเอกชนเพียงรายเดียวในประเทศที่มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาไมโครชิพสำหรับระบบ RFID มาอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าได้รับการยอมรับและส่งออกเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตสินค้าในระบบ RFID ชั้นนำทั่วโลก ซึ่งช่วยสร้างรายได้จากการส่งออกได้ปีละนับร้อยล้านบาท


สำหรับการเติบโตของ SICT ปี 2560 บริษัทมีรายได้ 310.71 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 38.66 ล้านบาท, ปี 2561 มีรายได้ 377.04 ล้านบาท กำไรสุทธิ 51.68 ล้านบาท, ปี 2562 มีรายได้ 308.80 ล้านบาท กำไรสุทธิ 24.46 และไตรมาส 1/63 บริษัทมีรายได้ 95.21 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15.58 ล้านบาท


ส่วนการเติบโตหลังจากนี้ นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SICT กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโต 2 เท่าใน 4 ปี ข้างหน้า จาก 4 กลุ่มธุรกิจ คือ ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจสำรองอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ และระบบการอ่านข้อมูล และไมโครชิพอื่นๆ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า 40% ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ มีรายได้รวม 95.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 15.6 ล้านบาท บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 302.1 ล้านบาท หนี้สินรวม 84.0 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 218.1 ล้านบาท สำหรับเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนจะนำไปขยายธุรกิจไมโครชิพ ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลักให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในตลาด RFID สำหรับปศุสัตว์ ในอีก 4 ปีข้างหน้า

 

 

ข้อมูลเสนอขายไอพีโอ

SICT กำหนดราคาไอพีโอที่ 1.38 บาทต่อหุ้น คิดเป็น P/E ที่ 14.66 เท่า โดยจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 100,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น                               


ทั้งนี้  SICT จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันที่ 30 ก.ค. 2563 เป็นวันแรก ในหมวดเทคโนโลยี โดยมี บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 


นายไพโรจน์ เหลืองเถลิงพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากที่บริษัทได้จัดโร้ดโชว์กับนักลงทุนรายย่อยเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ SICT มีนักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจแก่หุ้น Deep Tech นี้ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคตอีกมาก และเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ New S-Curve โดยราคาเสนอขายที่ 1.38 บาท เป็นราคาที่เหมาะสม มี P/E ratio อยู่ที่ 14.66 เท่า ไม่สูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ประกอบธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยี ของตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยปัจจุบันค่าเฉลี่ย P/E ratio ของกลุ่มเทคโนโลยี จะอยู่ที่ประมาณ 27.36 เท่า ด้วยความเป็นหุ้น Deep Tech ที่ไม่เหมือนใคร ราคาที่เสนอขายนี้จึงมีความน่าสนใจมาก เพราะคิดเป็นส่วนลดกว่า 40%

 

 

วัตถุประสงค์การใช้เงิน

เงินที่ได้จากการระดมทุนบริษัทจะนำไปลงทุนในเครื่องมือ, อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบและทดสอบไมโครชิพ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร, ลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจด้านการออกแบบและพัฒนาวงจรรวม หรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ



หลังเปิดศักราชหุ้นไอพีโอตัวแรกในครึ่งปีหลัง ซึ่งนักลงทุนให้การตอบรับอย่างล้นหลาม ทำให้ปัจจุบันหุ้นไอพีโอกลับมาเป็นอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ขณะเดียวกันหุ้น TECH ก็กำลังอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจาก Coivd-19 ค่อนข้างน้อย กลับกันบางหุ้นยังได้รับผลบวกด้วยซ้ำไป SICT ถือเป็นที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากทั้งสองปัจจัย ที่เหลือต้องมาลุ้นกันว่า เมื่อเปิดการซื้อขายวันแรกความคาดหวังจะมีผลต่อราคาหุ้นได้มากน้อยขนาดไหน

Share: