อาณาจักรธุรกิจประกันไทย มีอะไรมากกว่าที่เห็น

ธุรกิจประกันภัยของไทย ทั้งบริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัย มีการดำเนินการมาอย่างยาวนานกว่า 70-80 ปี ช่วยสร้างหลักประกันที่มั่นคงและเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งส่วนบุคคลและและภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วงที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการทำประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ตามความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักถึงความสำคัญในการทำประกันภัย รวมทั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงที่เพิ่มขึ้นทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยปี 2562 มีรวมอยู่ที่ 8.54 แสนล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิตกว่า 6.1 แสนล้านบาท และธุรกิจประกันวินาศภัย 2.44 แสนล้านบาท


นอกจากการรับประกันภัยที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทรับประกันภัยแล้ว กลุ่มบริษัทรับประกันภัยเหล่านี้ ยังมีการทำธุรกิจอื่น ๆ ทั้งเพื่อเสริมกับธุรกิจประกันภัยที่มีอยู่ หรือตามความชอบส่วนบุคคล หรือเป็นธุรกิจของครอบครัวมีอยู่แล้ว เป็นต้น บริษัทไหนทำอะไรกันบ้าง มีอะไรที่น่าสนใจ วันนี้ Wealthy Thai รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากกัน

 

 

ไทยประกันชีวิต

เริ่มต้นด้วย บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ Thailife เป็นบริษัทที่หลายคนรู้จักกันดี มีความโดดเด่นด้านการสื่อสารด้วยโฆษณาที่ซึ้งกินใจ โดยไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย เพราะสมัยนั้นมีแต่บริษัทประกันภัยต่างชาติเข้ามาธุรกิจ ก่อตั้งโดยกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2485 หรือกว่า 78 ปีมาแล้ว


ปัจจุบันเป็นบริษัทประกันชีวิตของคนไทยที่ใหญ่ที่สุด ยอดเบี้ยประกันชีวิตรับรวม ณ สิ้นไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 21,111 ล้านบาท โดยตระกูลไชยวรรณ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นนั่งบริหารงาน หลังจากที่ วานิช ไชยวรรณ เข้าซื้อกิจการและมีการปรับโครงสร้างระบบงานและระบบบริหาร ตั้งแต่ปี 2513 โดยมี วานิช ไชยวรรณ เป็นประธานกรรมการ และ ไชย ไชยวรรณ (บุตรชาย) เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของไทยประกันชีวิต

 

(ไชย ไชยวรรณ)

 

 

สำหรับธุรกิจในเครือของไทยประกันชีวิต มีการดำเนินธุรกิจเป็น Financial conglomerate ครบวงจร ทั้งประกันชีวิต ภายใต้ ไทยประกันชีวิต ยังมีธุรกิจรับประกันวินาศภัย ที่ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ภายใต้ บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และมีธุรกิจรับประกันสุขภาพ ภายใต้ บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) อีกทั้งประกอบธุรกิจธนาคาร ในชื่อ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อและเงินฝาก สำหรับลูกค้ารายย่อย และยังมีธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเม้นท์ ภายใต้ บริษัท วี.วรรณ แอสเสท จำกัด ที่กรุงเทพฯ นครปฐม เชียงใหม่ อุบลราชธานี เป็นต้น และมี บริษัท โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จำกัดประกอบธุรกิจโรงแรม โดยร่วมกับบริษัทแอคคอร์ เอเซีย แปซิฟิก รวมทั้ง โรงแรมโนโวเทล ระยอง ริมเพ รีสอร์ท โรงแรมโนวา สมุย รีสอร์ท


ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ที่ล้วนส่งผลประทบต่อธุรกิจถ้วนหน้า ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของไทยประกันชีวิต ระบุว่า วิกฤติครั้งนี้ทำให้ต้องลดต้นทุน ลดกระบวนการทำงาน แต่ก็เป็นโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะใหม่เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งพนักงานในองค์กร เป็นจุดแข็งและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าช่วยผลักดัน สร้างคความเชื่อมั่นลูกค้า ทำให้บริษัทเป็นบริษัทชั้นนำในแวดวงธุรกิจประกันภัย


ส่วนกระแสข่าวตามรายงานของเว็บไซต์ต่างประเทศที่ว่าไทยประกันชีวิตเตรียมจะขายหุ้น lPO จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปลายปีนี้นั้น ทางไทยประกันชีวิตได้ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริงและยังไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนในระยะนี้แต่อย่างใด  ซึ่งปัจจุบันไทยประกันชีวิต มีทุนจดทะเบียน 10,600 ล้านบาท มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง เงินสำรองประกันชีวิต  349,995 ล้านบาท มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) เท่ากับ 336.14%

 

 

ไทยสมุทรประกันชีวิต

เห็นภาพอาณาจักรขนาดใหญ่ของ ไทยประกันชีวิต แล้ว Wealthy Thai พามาล่องมหาสมุทรกันต่อ อีกหนึ่งบริษัทใหญ่ในแวดวงประกันชีวิต นั้นก็คือ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ Oceanlife


สำหรับไทยสมุทรประกันประชีวิต ก่อตั้งในปี 2492 โดยชิน อัสสกุล และคณะ ในชื่อบริษัท ไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านประกันวินาศภัยก่อนที่จะมีการขยายบริการด้านประกันชีวิตตามมา แม้ว่าการดำเนินธุรกิจจะมีทั้งลูกค้าและมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นแต่กลับประสบปัญหาขาดทุนเพราะขณะนั้นคนไทยยังไม่เชื่อมั่นว่าการทำประกันภัยจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและมีความมั่นคง ในปี 2496 กฤษณ์ อัสสกุล (น้องชายของชิน) ผู้ที่ได้รับยกย่องเป็น บิดาแห่งไทยสมุทร ได้เข้ามากอบกู้ภาวะวิกฤตของบริษัทจนทำให้ผ่านพ้นไปได้ จากนั้นจึงได้แยกธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตออกจากกันตามกฎหมายและเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ไดอิจิ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ จำกัด บริษัทประกันชีวิตชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ธุรกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

 

(นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์)

 

 

ปัจจุบันบุตรชายและบุตรสาวของกฤษณ์ ได้เข้ามาสานงานต่อ โดย กีรติ อัสสกุล เป็นประธานกรรมการ และนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ เป็นกรรมการผู้จัดการของไทยสมุทรประกันชีวิต ซึ่ง นุสรา เข้าได้เข้ามานั่งบริหารตั้งแต่ปี 2553 ก่อนหน้าเป็น กรรมการผู้จัดการที่ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร อาทิ โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายและเช่า ทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม บ้านเดี่ยว บ้านแฝด กลุ่มธุรกิจบริการได้แก่ โรงแรม-รีสอร์ต ยอช์ทคลับ ท่าจอดเรือยอช์ท อาคารสำนักงาน และรับบริหารงานนิติบุคคลให้กับโครงการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งได้ส่งไม้ต่อให้ ณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ (หลานชาย) บริหารงานต่อ


สำหรับแผนงานของบริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด นั้น ณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ ระดับลักซ์ชัวรี่ มูลค่ากว่า 3,000-4,000 ล้านบาท ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ในทำเลจอมเทียน-พัทยา เนื่องจากมองว่า ทำเลพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม และทำเลมีศักยภาพ เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทางที่สะดวกมากขึ้น โดยได้มีการขยายทางหลวงหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) และทางเข้า-ออกใหม่ ที่จะเปิดให้บริการช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. นี้ ทำให้สามารถเดินทางมายังพัทยาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านเข้าเมือง ประกอบกับเป็นทำเลที่อยู่ใกล้กับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ภาครัฐมีการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับ  ทั้ง โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟสที่ 3 เป็นต้น รวมทั้งการลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นตามมา จะเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญที่จะส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่พัทยาจะกลับมาได้รับความนิยม ทั้งกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ สำหรับการซื้อลงทุนสำหรับเป็นบ้านพักตากอากาศหรือเป็นบ้านหลังที่สองเพิ่มมากขึ้น


ขณะที่ที่ดินในการพัฒนาโครงการ มีอยู่แล้วในพื้นที่ใกล้กับโครงการ “โอเชี่ยน พอร์โตฟิโน่ จอมเทียน-พัทยา” โครงการที่พัฒนากเป็นคอนโดมิเนียมไฮไรส์ สูง 37 ชั้น จำนวน 268 ยูนิต มองเห็นวิวทะเล 180 องศา และท่าจอดเรือยอช์ท ที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้านี้ ปัจจุบันเหลืออยู่ 56 ยูนิต ขนาด 80-130 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 7.5-15 ล้านบาท ซึ่งพบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายของโครงการนี้เพิ่มขึ้นสูงถึง 7 ยูนิตต่อสัปดาห์  ยอดขายสูงถึง 120 ล้านบาท จากปกติขายเฉลี่ย 2 ยูนิตต่อเดือน โดยกลุ่มผู้ซื้อมีทั้งระดับเศรษฐี นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีรายได้สูง รวมถึงลูกค้าชาวจีนที่สนใจโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องการซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง รองรับสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้น

 

(ณพงศ์ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์)

 


“ตั้งแต่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รวมทั้ง ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทำให้ความต้องการบ้านหลังที่สองหรือบ้านพักตากอากาศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้คนเริ่มตระหนักถึงการมีทำเลสำรอง เพื่อย้ายไปอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่มีความแน่นอน ซึ่งพัทยา ยังคงเป็น Top Destination ของคนกรุงเทพฯ รวมถึงนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ บ้านหลังที่สองจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่หลายคนมองหา ไม่เพียงแค่ตัดสินใจซื้อเพื่อพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และการเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ยังมองถึงการเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีความปลอดภัยมากกว่าในสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงของโลก” ณพงศ์ กล่าว


นอกจากนี้ กลุ่มไทยสมุทร ยังมีการแตกแขนงพัฒนาธุรกิจอื่นๆ อาทิ  บริษัท โอเชี่ยน กลาส จำกัด (มหาชน) ผลิตเครื่องแก้ว ภายใต้แบรนด์ โอเชี่ยนกลาส กลุ่มโรงแรมบันดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงเรียนนานาชาติ เซนต์ สตีเฟ่นส์ กรุงเทพและเขาใหญ่ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ทคลับ จอมเทียน-พัทยา โรงแรมอัสสรา วิลล่า แอนด์ สวีท หัวหิน และล่าสุด โรงเรียนนานาชาติไบรตัน คอลเลจ กรุงเทพกรีฑา เป็นต้น


“เราไม่ได้ธุรกิจประกันชีวิตอย่างเดียว เรามีการทำธุรกิจที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือธุรกิจที่เกี่ยวกับคน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างการศึกษาก็เช่นกันเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ” นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ ไทยสมุทรประกันชีวิต ระบุในระหว่างการแถลงข่าวของไทยสมุทรประกันชีวิต ที่โรงเรียนนานาชาติไบรตัน คอลเลจ กรุงเทพกรีฑา

 

 

วิริยะประกันภัย

อีกหนึ่งอาณาจักรประกันภัยที่น่าสนใจ คือ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยวิริยะประกัยภัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2490 ภายใต้ชื่อ บริษัทอาเซียพาณิชยการ จำกัด ให้บริการรับประกันวินาศภัยในเบื้องต้นเฉพาะการประกันอัคคีภัยและการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทอาเซียพาณิชย์การประกันภัย จำกัด ทั้งนี้ ในปี 2522 ได้ขยายธุรกิจไปสู่การรับประกันภัยรถยนต์และการรับประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและช่วยสร้างหลักประกันความมั่นคงแก่ประชาชนและสังคมไทย และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท วิริยะพานิช ประกันภัย จำกัด และในปี 2555 ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน ภายใต้ชื่อ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)


ปัจจุบัน สุวพร ทองธิว เป็นกรรมการผู้จัดการของวิริยะประกันภัย โดยวิริยะประกันภัยมียอดเบี้ยประกันรถยนต์และยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมเป็นอันดับ 1 ของตลาดประกันวินาศภัยไทยมาต่อเนื่อง ทำให้หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเป็นผู้นำในตลาดประกันรถยนต์ แต่นอกจากธุรกิจประกันวินาศภัยแล้ว วิริระประกันภัยยังมีบริษัทในเครืออื่นๆ  ซึ่งเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่เหล่านี้กันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ รวมทั้ง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ รวมทั้งเป็นเจ้าของนิตรยสารสารคดี และเว็บไซต์นายรอบรู้ นอกจากนี้ ยังมี บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ดำเนินธุรกิจประกอบรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย รวมทั้งการจัดจำหน่ายด้วย


“แนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้จะเป็นแห่งความท้าทายและผันผวนอย่างมากจากผลกระทบของโรคระบต COVID-19 ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในทุกภูมิภาดทั่วโลก และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้วจะสิ้นสุดเมื่อใด ทำให้บริษัทต้องติดตาม ประเมินสถานการณ์และปรับตัวอย่งรวดเร็วเพื่อลดผลกระทบจากภาวะวิกฤต ด้วยการบริหารจัดการและการกำกับดูแลที่ล่องตัวมีประสิทธิภาพ จากนโยบายการบริหารแบบกระจายอำนาจและยึดถือความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในสังคม และยังคงน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมตามการเข้าสู่ยุคติจิทัล เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เอาประกันภัยให้เข้าถึงบริการประกันภัยได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเป็นธรรมเพื่อเป็นหลักประกันและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงให้กับประชาชนและสังคมไทยตลอดไป” สุวพร กล่าว

 

Share: