สร้างผลตอบแทนระยะยาว...ผ่านธีม “Mega Trend”!!!

ในช่วงสถานการณ์ที่ตลาด ‘ตราสารทุน’ มีผันผวนนั้น ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน เพราะด้วยความไม่แน่นอนของตลาดทำให้ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย


แต่นักลงทุนบางคนก็เชื่อว่า ‘ในวิกฤต...ย่อมมีโอกาสเสมอ’ โดยการเฟ้นหาตราสารทุนที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดโดยรวม


ซึ่งในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากทีม ‘TISCO Wealth’ ของ “ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)” มาแชร์ให้แก่นักลงทุนเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในช่วงตลาดผันผวนเช่นนี้มาฝากกัน

 

 

“ตราสารทุน” ยังน่าสนใจ...เหตุ ‘ดอกเบี้ยต่ำ-เฟดอัดฉีด QE ไม่จำกัด’

โดย “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุน ทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ให้มุมมองว่าตลาด ‘ตราสารทุน’ ยังคงมีความน่าสนใจกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น เนื่องจากตราสารทุนนั้นเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)’ ที่ได้ประการใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE) แบบไม่จำกัด ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบอย่างต่อเนื่องหรือจะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน


และสถานการณ์ ‘อัตราดอกเบี้ยต่ำ’ ซึ่งจากประมาณการแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ได้จากการสำรวจคณะกรรมการเฟด (Dot-Plot) ล่าสุด ย้ำถึงการคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0-0.25% จนถึงอย่างน้อยตลอดปี 2565

 

(ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์)

 

 

“อย่างไรก็ดีภาวการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเจอแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยหลัก อย่างการแพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทุกประเทศต้องหยุดตัวลง รวมถึง ‘การเลือกตั้งประธานาธิบดี’ ของประเทศสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งในปัจจุบันยังคาดเดาผลการเลือกตั้งไม่ได้ นอกนี้ประเด็น ‘สงครามการค้า’ ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงไม่มีความชัดเจนและหาข้อสรุปไม่ได้ แม้ว่าที่ผ่านการจะมีการเซ็นสัญญาสงบศึกเฟส1ไปแล้วก็ตาม จึงประเมินว่าหากมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นจะทำให้ตลาดตราสารทุนผันผวนได้”

 

 

แนะธีมการลงทุน “Mega Trend”…ชูกลุ่ม ‘เฮลท์แคร์’ และ ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ เด่นสุด

จึงอยากแนะนำนักลงทุนให้มองหาการลงทุนในหุ้นที่เติบโตได้ในระยะยาว อย่างธีม Mega Trend ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยอิงตามสังคมผู้สูงอายุและเทคโนโลยี อย่างกลุ่ม ‘เฮลแคร์’ และ ‘เทคโนโลยี’ ที่แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 กลุ่มดังกล่าวถือเป็นเพียง 2 กลุ่มที่กำไรสุทธิในปีนี้มีการเติบโต


“กลุ่มเฮลแคร์” ในประเทศสหรัฐฯ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของกลุ่มผู้สูงอายุยังคงมีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รายได้กลุ่มเฮลท์แคร์ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

 

“ขณะที่ ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ หลังจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ทำให้ผู้คนก้าวสู่พฤติกรรมรูปแบบใหม่ (New normal) อย่างการศึกษาออนไลน์ ชอปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น ที่จะตัวขับเคลื่อนให้การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันมีความจำเป็นมากขึ้นและเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งควรจะให้น้ำหนักการลงทุนของทั้ง 2 กลุ่มอยู่ที่ 60 - 70% ของพอร์ต”

 

 

คัดสรร “4 กองทุนเด่น”...เอาชนะตลาดและสร้างตอบแทนระยะยาว

ฟาก “วรสินี เศรษฐบุตร” หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) บอกว่า เราได้คัดสรรกองทุนทั้งหมด 4 กองทุนที่จะช่วยสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนที่ต้องการจะก้าวผ่านความผัวผวนของตลาดทุน


โดยกองแรกเป็น ‘กองทุนเปิดทิสโก้สแตรทิจิกฟันด์’ หรือ ‘TSF’ เป็นกองทุนที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทยเติบโตที่มีพื้นฐานดีมีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งจะเลือกเน้นลงทุนเพียง 10 -15 ตัว พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

(วรสินี เศรษฐบุตร)

 

 

ถัดมาเป็น ‘กองทุนเปิดทิสโก้โกลบอลดิจิตอลเฮลธ์อิควิตี้’ หรือ ‘TGHDIGI’ โดยลงทุนผ่านกองทุนที่มีผลตอบแทนโดดเด่นระดับโลก “CS (LUX) Global Digital Health Equity Fund” ที่จะเน้นหุ้นกลุ่ม Digital Health ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหนุนผลการดำเนินงานเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะข้างหน้า


“มีศักยภาพในการเติบโตสูงจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่โดดเด่น และสร้างโอกาสที่ได้รับผลตอบแทนสูงในระยะยาวจากนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาและคาดว่าจะเป็นที่สนใจของนักลงทุนในอนาคต”

 

 

ต่อมาเป็น ‘กองทุนเปิดวรรณโกลบอลอีคอมเมิร์ซ’ หรือ ‘ONE-GECOM’ กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารแห่งทุนและ/หรือกองทุนรวม ETF ทั่วโลกในกิจการที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เน้นลงทุนใน Amplify Online Retail ETF” ประมาณ 70% และอีก 30% คัดเลือกหุ้นรายตัวโดยคัดเลือกจาก Amplify Online Retail ETF ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น เช่น Amazon, Alibaba, Netflix ในกิจการอื่นๆ ที่มีรายได้หรือได้รับประโยชน์จากช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ เช่น Paypal และในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


สุดท้าย ‘กองทุนเปิดวรรณอัลติเมทโกลบอลโกรว์ธชนิดผู้ลงทุนทั่วไป’ หรือ ‘ONE-UGG-RA’ โดยนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก ‘Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (LTGG)’ มีกระบวนวิเคราะห์หุ้นลักษณะ Bottom up โดยลงทุนระยะยาวในบริษัททั่วโลกที่มีศักยภาพในการเติบโตโดดเด่นและมีความได้เปรียบในการแข่งขัน


“ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมานั้น (ณ วันที่ 21 ก.ค. 20) นั้น กองทุนทั้ง 4 กอง สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ ให้ผลตอบแทน -20.29% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงเป็น 4 กองทุนเด่นที่ทาง TISCO Wealth แนะนำให้กับผู้ลงทุนเพื่อการลงทุนหวังผลตอบแทนในระยะยาวเป็นสำคัญ”


สำหรับแนวโน้มการลงทุนใหญ่ของโลก ที่เรียกว่าธีม “Mega Trend” นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ด้วยเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและความสามารถในเติบโตได้ระยะยาว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกชะลอหรือการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทางเราจึงหวังว่ามุมมองและการคัดสรรกองทุนของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 คน จาก “TISCO Wealth” น่าจะตอบโจทย์และช่วยสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนได้บ้างไม่มากก็น้อย

Share: