ปลดล็อคโควิดเฟส 6 หุ้นรถไฟฟ้า “BTS-BEM” ลุ้นผลงานกลับมายิ่งใหญ่ท้ายปี

Wealthy Thai นำเสนอข้อมูลหุ้นคู่หูรถไฟฟ้า “BTS-BEM” อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันรัฐบาลปลดล็อคดาวน์เข้าสู่เฟสที่ 6 แล้ว ซึ่งระหว่างที่รอประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของหุ้นทั้ง 2 ตัว วันนี้เราจะหยิบหุ้นรถไฟฟ้ามารีวิวกันอีกครั้งว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยเด่นๆ อะไรมาชดเชยยอดผู้โดยสารหดตัวในช่วงวิกฤติ Covid-19 กันบ้าง


เริ่มที่หุ้น BTS หรือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ล่าสุดเข้าซื้อซองประมูลโครงการรถไฟฟ้า “สายสีส้ม” ตะวันตก ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ ซึ่งความคืบหน้าการประมูลรถไฟฟ้าเส้นดังกล่าว คาดว่าจะเปิดปุ่มเริ่มประมูลได้ในเดือนก.ย.63 นอกจากนี้จุดเด่นที่ช่วยหนุน BTS ในครึ่งปีหลังคือ การเปิดบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวได้เต็มเส้น!!!! โดยในปี 2563 นี้ BTS ในนามกลุ่ม BTSC จะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวรวม 59 สถานี รวมระยะทาง 68.25 กิโลเมตร ตั้งแต่สถานีการเคหะ สมุทรปราการ-คูคต ปทุมธานี และเส้นสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการรวม 52 สถานี ดังนั้นการรอเปิดเพิ่มอีก 7 สถานีในเส้นสายสีเขียวเหนือ (สถานีปลายทางคูคต) ทำให้ BTS จะมีรายได้เพิ่มขึ้น


นอกจากนี้ BTS ยังมีโครงการร่วมประมูลอื่นๆ ทั้งโครงการ O&M มอเตอร์เวย์ 2 เส้นหลักอย่างบางใหญ่-กาญจนบุรี และเส้นบางปะอิน-โคราช ตลอดจนโครงการโครงสร้างพื้นฐานรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาเมืองสนามบินอู่ตะเภา ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกอบกับบริษัทลูกอย่าง VGI ที่ล่าสุดผลประกอบการทำนิวไฮในช่วง Covid-19 และการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ จากธุรกิจ Kerry


ส่วนหุ้น BEM หรือบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แม้ว่าจะมีโครงสร้างการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกับ BTS ที่แข็งแกร่งในด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกกว่า แต่จุดเด่นของ BEM คือความได้เปรียบของการเดินรถเส้นสีน้ำเงินที่เดินรถในเมืองแทบทั้งหมด จุดตัดเป็นวงกลมในกลางกรุงเทพ เพราะฉะนั้นนักวิเคราะห์จึงมองว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มที่กำลังจะใกล้เข้ามานั้น มีโอกาสที่ BEM จะชนะการประมูลสูง ทั้งความเชี่ยวชาญในด้านรถไฟฟ้า และสถานีรถไฟฟ้าของ BEM ก็มีจุดเชื่อมที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมอยู่แล้ว

 

 

นักวิเคราะห์ประเมินหุ้น BTS-BEM ครึ่งปีหลังอย่างไร?

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จํากัด มองว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติโครงการติดตั้งและบริหารระบบเก็บเงิน (Operation and Maintenance : O&M) โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ในรูปแบบ PPP gross cost 30 ปี วงเงิน 39,138 ล้านบาท        เป็นผลบวกและถือเป็นพัฒนาอีกขั้นของ BTS ที่ก้าวสู่ธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคได้ จากการที่บริษัทร่วมทุน BGSR สามารถชนะการประมูล โดย BTS ถือหุ้น 40% GULF 40% STEC 10% และ RATCH 10% อีกทั้งในอนาคตก็จะมีมอร์เตอร์เวย์อีกหลายสายเกิดขึ้น คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มจากมอร์เตอร์เวย์ได้ โดยโครงการดังกล่าวจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี มีสิทธิในการบริหารงาน 30 ปีหลังจากนี้


แม้ว่านักวิเคราะห์จะคาดการณ์ว่าไตรมาส 1/63-64 (มี.ค.-มิ.ย.63) คาดว่าจะออกมาในเกณฑ์ต่ำ จากธุรกิจของ VGI, U และ BTSGIF แต่กำไรก็จะต่ำสุดในรอบปีนี้ อีกทั้งบริษัทก็ยังมีส่วนที่เติบโตได้ดีจาก Kerry Express ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ VGI นอกจากนี้ในอนาคตก็จะได้ประโยชน์จากโครงการร่วมทุนขนาดใหญ่ เช่น สนามบินอู่ตะเภา มอร์เตอร์เวย์ข้างต้น และการร่วมทุนสายสีเขียวส่วนขยายกับกทม. ทำให้ได้ขยายอายุสัมปทานในปัจจุบันด้วย จึงแนะนำ “ซื้อ” ในลักษณะการซื้อแบบทยอยสะสม และให้ราคาพื้นฐาน 12.80 บาท (ประเมินด้วยวิธี SOP และเป็นบริษัทที่จ่ายปันผลอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ราว 3.5-4% ต่อปี)

 

 

เคจีไอเพิ่มมูลค่าหุ้น BTS อีก 0.80 บาท

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ว่าผลบวกจากโครงการมอเตอร์เวย์ ประเมินว่าจะเพิ่มมูลค่าหุ้นของ BTS เพิ่มขึ้นประมาณ 0.80 บาทต่อหุ้น จากมูลค่าเหมาะสม ปี 2564 ที่ 13.50 บาท (รวม 14.30 บาท) ขณะเดียวกัน BTS ยังอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับกรุงเทพมหานคร ออกไปอีก 30 ปี ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้น BTS เพิ่มขึ้นประมาณ 4 บาทต่อหุ้น

 

 

คาดกำไรปกติ BEM ปีนี้ที่ 1,600 ลบ. -37%

ส่วนหุ้น BEM นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาส 2/63 ลดลงมาก แต่มีเงินปันผลจาก TTW หนุน ทั้งนี้ปัจจัยที่จะทำให้ราคาหุ้น BEM ค่อยๆ ฟื้นกลับมาคือ ราคาหุ้นปรับตัวลงและ underperform SET -8% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จากรายงานตัวเลขผู้ใช้บริการที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าคาด ซึ่งเรามองว่าจำนวนผู้ใช้บริการอาจเห็นการกลับสู่ระดับปกติในช่วงไตรมาส 4/63


แม้เรามองว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของ BEM จะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามการคลายล็อกดาวน์และการเปิดภาคเรียนในเดือน ก.ค. 2020 แต่เราเชื่อว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะยังใช้เวลาในการกลับสู่ระดับปกติ ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงปรับลดประมาณการกำไรปกติปีนี้ไว้ที่ 1,600 ล้านบาท หรือ -37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) จากปัจจัย ดังนี้คือ 1.การปรับการเติบโตจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าจาก -10% เป็น -17% เหลือเพียง 2.79 แสนเที่ยว/วัน และปรับลดการเติบโตจำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนจาก -11% เป็น -15% เป็น 1.05 ล้านคัน/วัน โดยอิงสมมติฐานว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงปลายไตรมาส 4/63 และ 2.ปรับ GPM ลงจาก 34.7% เป็น 30.0%


ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ “ถือ” หุ้น BEM แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเล็กน้อยเป็น 10.00 บาท (เดิม 10.20 บาท) อิง SOTP ทั้งนี้ BEM ยังมีความเสี่ยงหากผู้โดยสารฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากการที่บางหน่วยงานยังส่งเสริมนโยบาย Work from Home และสถาบันการศึกษาเริ่มส่งเสริม E-learning มากขึ้น ขณะที่บริษัทต้องรับรู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดส่วนต่อขยาย

Share: