3 เหตุผล ดัน SICT เปิดเทรดชนซิลลิ่งพุ่ง 200%

นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SICT กล่าวว่า จาก SICT เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก (30 กรกฎาคม 2563) เปิดการซื้อขาย 4.14 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% รู้สึกว่านักลงทุนเริ่มรู้จัก tech stocks รู้สึกตื่นเต้นที่หุ้นเพิ่มขึ้นดังกล่าว และต้องขอบคุณนักลงทุนที่ให้การตอบรับ SICT

 

ทั้งนี้เงินที่ได้จากการระดมทุน IPO จะถูกนำไปใช้ในการต่อยอดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) โดยลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์ รวมทั้งลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทที่มีนวัตกรรมส่งเสริมธุรกิจของบริษัท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ และส่วนที่เหลือใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

 

ขณะที่แผนระยะยาวนั้น ประเมินว่า ปี 2567 จะมีรายได้เติบโตเป็น 2 เท่าตัว หรือเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 600 ล้านบาท จากปี 2562 ที่อยู่ระดับ 308 ล้านบาท

 

ส่วนทิศทางปี 2563 ประเมินว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2562 เนื่องจากคำสั่งซื้อยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การผลิตก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

 

โดยการระบาดของ COVID-19 นั้น ในอุตสาหกรรมบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ เพราะสินค้าของบริษัทต้องใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ เบื้องต้นรอประเมินช่วงไตรมาส 3 อีกครั้ง

 

ปัจจุบัน SICT มีรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจคือ ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจสำรอง อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ (Car Immobilizer) คิดเป็นประมาณ 25-38% ของรายได้ทั้งหมด ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal Identification) ประมาณ 33-42% ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ และระบบการอ่านข้อมูล (Access Control & Interrogator) ประมาณ 27-32% และไมโครชิพอื่นๆ (Others) ประมาณ 1-2%

 

 

3 เหตุผลหลักๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ SICT

 

อ้างอิงจากนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย 1.มีคู่แข่งทั่วโลกเพียง 8 ราย 2.ออสเตรเลียบังคับใช้ไมโครชิพแท็กลงทะเบียนสัตว์กับวัวและแกะ จึงยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว 3.กำไรปี 2563 เติบโต 33.8%

 

โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า SICT ยังมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง เพราะมีคู่แข่งทั่วโลกเพียง 8 ราย บริษัทนับเป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวในไทยที่มีการรับผลิตและออกแบบไมโครชิพเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ไม่มีคู่แข่งโดยตรงในประเทศไทย

 

คู่แข่งต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจและจำหน่ายสินค้าใกล้เคียงกับริษัทมีเพียง 8 ราย ใน 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา 1 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย สวิสเซอร์แลนด์ 2 ราย ฝรั่งเศส 1 ราย สาธารณรัฐประชาชนจีน 3 ราย

 

นอกจากนี้รายได้หลักมาจากส่งออกไมโครชิพเข้ารหัสความปลอดภัยสำหรับระบบกุญแจรถยนต์ ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่และระบบการอ่านข้อมูล รวมถึงไมโครชิพแท็กลงทะเบียนสัตว์ด้วยระบบ RFID ซึ่งออสเตรเลียบังคับใช้กับวัวและแกะ จึงยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

 

ขณะที่คาดกำไรปี 2563 เติบโต 33.8% และเติบโตต่อเนื่องอีก 23.4% ในปี 2564 คาดการณ์ยอดคำสั่งที่รับรู้รายได้ในปี 2563 แน่นอนแล้ว 225.5 ล้านบาท ช่วงที่เหลือของปีคาดจะมีคำสั่งเข้ามาอีกทั้ง ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ ตามจำนวนรถยนต์เก่าที่เพิ่มขึ้นในแถบยุโรป และไมโครชิพแท็กลงทะเบียนสัตว์เพิ่มตามจำนวนแกะและวัวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในออสเตรเลีย แนะนำซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 2.00 บาท

 

Share: