ข้อจำกัด “High Yield Bond” ไทย...มี ‘ไม่มาก’ & ‘ไม่หลากหลาย’!!!

ช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ที่ผ่านมาในการออกมาตรการดูแลเสถียรภาพ “ตลาดตราสารหนี้” นั้น ก็พุ่งเป้าไปที่ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ ‘ระดับลงทุนได้ (Investment Grade)’ เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ในตลาดตราสารหนี้กว่า 95% และมีนักลงทุนทั่วไปลงทุนอยู่ค่อนข้างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม

         

“ตลาดตราสารหนี้เอกชน” ณ 30 มิ.ย. 20 มีมูลค่าคงค้าง 3.88 ล้านล้านบาท เป็นกลุ่ม ‘High Yield’ 2.06 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5% ของตราสารหนี้คงค้างเอกชน

           

ประกอบไปด้วย กลุ่มที่มีอันดับเครดิต ‘ต่ำกว่า BBB-’ 6.19 หมื่นล้านบาท และ ‘Non-rated’ 1.44 แสนล้านบาท

           

ล่าสุด แนวคิดในการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลตลาด ‘High Yield Bond’ ถูกเคาะมาเรียบร้อยแล้ว รอเพียงแค่การจัดตั้งเท่านั้นเอง

           

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวอัพเดทที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

 

หนุน “รายใหญ่” ลงทุน High Yield Bond…ผ่าน ‘กองทุน’

         

ในการประชุม “คณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.)” ครั้งที่ 13/2020 เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 20 ที่ผ่านมา

 

โดยมี “รื่นวดี สุวรรณมงคล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นประธาน บอกว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการจัดตั้ง ‘กองทุน High Yield Bond’ ที่จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้ High Yield Bond ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ (Bridge Financing) สร้างสภาพคล่องและเสถียรภาพให้กับตลาดตราสารหนี้ High Yield Bond รวมถึงเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนรายใหญ่เปลี่ยนมาลงทุนผ่านมืออาชีพแทนการลงทุนโดยตรงในตราสารดังกล่าว

 

                 

รื่นวดี สุวรรณมงคล

 

สำหรับหลักเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนและกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมได้มีข้อสรุป ดังนี้ 1) กำหนดประเภทผู้ลงทุน โดยเปิดให้เฉพาะ ‘ผู้ลงทุนสถาบัน’ และ/หรือ ‘ผู้ลงทุนรายใหญ่’ เท่านั้น

2)  สามารถจัดตั้งในรูปแบบ ‘กองทุนรวม’ หรือ ‘กองทรัสต์’ (โดยจัดตั้งภายในปี 2021)

3)  กำหนดอายุกองทุน ‘ไม่น้อยกว่า 2 ปี’ และเป็น ‘กองทุนปิด (non-redeemable)’ ซึ่งระหว่างทางผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่สามารถขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ก่อนครบอายุโครงการ โดยสามารถกำหนดเงื่อนไข การขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption) และเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติมได้

4)  สามารถลงทุนใน High Yield Bond ซึ่งไม่มีประเด็นเชิงลบเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 60% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) สามารถลงทุนได้ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง ส่วนที่เหลือสามารถลงทุนในหลักทรัพย์อื่นที่กองทุนรวมตราสารหนี้สามารถลงทุนได้ และ ‘ห้ามลงทุนในตราสารหนี้ด้อยคุณภาพ (Distressed Bond)’

 

                    

 

5)  มีการ ‘กระจายการลงทุน’ โดยสามารถลงทุนหุ้นกู้ของบริษัทผู้ออกรายใดรายหนึ่งได้ไม่เกิน 25% ของ NAV ณ วันที่ลงทุน

6)  ยกเว้นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการ ‘กระจุกตัว’ ในการลงทุนของมูลค่าการเสนอขายตราสารหนี้และ/หรือภาระหนี้สินของกิจการที่ลงทุน (Concentration Limit)

7)  กระบวนการเสนอขายจะต้อง ‘มีความรัดกุม’ เทียบเท่าการขายตราสารที่มีความเสี่ยงสูง และเปิดเผยความเสี่ยงอย่างชัดเจน

8)  กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทผู้ออกตราสารหนี้นำเงินที่ระดมได้ไป ‘ชำระหนี้หุ้นกู้เดิม’ หรือใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยต้องชำระหนี้หุ้นกู้เดิมเป็นลำดับแรก และจะกำหนดให้มีกลไกบริหารจัดการหรือติดตามการใช้เงินให้เป็นไปตามเงื่อนไข

 

“การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจะจัดตั้งกองทุนที่ลงทุนใน High Yield Bond สามารถดำเนินการได้ในกรอบที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และหากมีการจัดตั้งขึ้น เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ ผู้ลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนตลาดทุนและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม” 

 

“ข้อจำกัด” ของตลาด High Yield Bond ในไทย 

         

แนวคิดในการดูแล “ตลาด High Yield Bond” นั้น มีการศึกษากันมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่มาเคาะได้ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ เท่านั้นเอง ในต่างประเทศเองอย่างสหรัฐที่ตลาดพัฒนา นักลงทุนจะลงทุนใน High Yield Bond ผ่าน ‘กองทุน’ กัน ไม่ได้มาลงทุนโดยตรงกันเองเหมือนในไทย แล้วกองทุนจะมีการ ‘กระจายการลงทุน’ ไม่ต่ำกว่า 50 บริษัท นั่นคือรูปแบบที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

 

                     

พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา

 

ในขณะที่ “พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา”  Chief Executive Officer บลจ.บัวหลวง จำกัด มองว่า สำหรับคนที่จะจัดตั้ง ‘กองทุน High Yield Bond’ ก็คงต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการลงทุนด้านนี้ด้วย แต่ ‘ข้อจำกัด’ หนึ่งของตลาดไทย คือ Supply ของ High Yield Bond ที่มีน้อยและ ‘กระจุกตัว’ ในกลุ่มอุตสาหกรรมไม่กี่ประเภทเท่านั้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เมื่อ Supply มีน้อย และมีความกระจุกตัว โอกาสที่จะลงทุนให้กระจายไปได้อย่างเหมาะสมก็เป็นเงื่อนไขในการลงทุนเช่นกัน ถ้าตลาด High Yield Bond ของไทยมีความหลากหลายและมี Supply มากเพียงพอ การจัดตั้งกองทุนเพื่อเข้าลงทุนก็สามารถทำได้

 

“กองทุน High Yield Bond ในต่างประเทศ ลงทุนเป็น 100 ตราสาร สมมติให้น้ำหนักเท่ากันตราสารละ 1% หากมีตัวใดตัวหนึ่งเกิด Default ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะไม่มาก แต่ในไทยยังมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก”

 

แนวคิดการจัดตั้ง ‘กอง High Yield Bond’ เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดนี้ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ นั้น อยู่ในกระบวนการจัดตั้งและดูว่าใครจะมาเป็นผู้บริหาร แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการดูแลตลาดตราสารหนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นนั่นเอง

Share: