คลังหั่นเศรษฐกิจปีนี้หด 8.5% หนักกว่าต้มยำกุ้ง ชูอัดมาตรการเน้นบริโภค

“เศรษฐกิจไทยปี 2563 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -8.5 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และคาดว่าจะสามารถกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปี 2564 ที่ร้อยละ 4.0 ถึง 5.0”

 

สศค.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้หดตัวแรง 8.5% ทรุดกว่า 20 ปี ชี้พิษโควิดแรงกว่าต้มยำกุ้ง คาดส่งออกเดี้ยง -11% นักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 6.8 ล้านคน เหลือกลไกรัฐทุ่มงบฯ ”ใช้จ่าย-ลงทุน” พยุงเศรษฐกิจฝ่าโควิดให้รอดในปีนี้ เปิดปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง พร้อมอัดมาตรการเพิ่มเน้นบริโภค เผยพอใจคนลงทะเบียน ”เราเที่ยวด้วยกัน” ย้ำมาตรการท่องเที่ยวหวังช่วยเศรษฐกิจฟื้นตัวกระจายทั่วประเทศ เตรียมชงข้อมูลเสนอรมว.คลังคนใหม่ ”ปรีดี ดาวฉาย”

 


นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง
เปิดเผยว่า สศค. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2563 ลดลงเหลือ 8.5% (ช่วง 8-9%) ซึ่งติดลบหนักกว่าปี 2540 ติดลบ 7.6% สาเหตุหลักของปีนี้มาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ขยายเป็นวงกว้างทั่วโลกที่ยังไม่จบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาไทย คาดว่าลดหายไปเหลือเพียง 6.8 ล้านคน หดตัวถึง 82.9%จากปีที่แล้วที่มีจำนวนราว 40 ล้านคน และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักหดตัวลงโดยคาดเศรษฐกิจโลก -4.1% กระทบต่อมูลค่าการส่งออกคาดหดตัว -11% ส่วนนำเข้าลดเหลือ 14.2% 

 


ส่วนเศรษฐกิจในประเทศ จะเน้นเรื่องการใช้จ่ายบริโภคเป็นภาคสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าปีนี้การบริโภคภาครัฐขยายตัว 4.3% และการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.7% ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่ค่อยดีทั้งด้านการบริโภค -2.6% และการลงทุนหดตัวถึง -12.6% สอดคล้องกับทิศทางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 


การใช้จ่ายของภาครัฐจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การโอนงบประมาณตามพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 และพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกรอบวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท

 

 

“คลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือเครื่องหมายถูก หลังภาคธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินกิจการ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น ประกอบกับผลของมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนาของรัฐบาล ระยะที่ 1-3 และมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน รักษาระดับการจ้างงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศต่อไป คลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ และจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบน้อยลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2563” นายลวรณกล่าว

 

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยภายในประเทศ คาดการณ์ปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดการณ์อยู่ที่ -1.3% ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงและอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากสถานการณ์โควิด-19  ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.2%

 


ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศอยู่ระดับมั่นคง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 13.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.7 %ของ GDP ขณะที่ปัจจุบันมีหนี้ต่างประเทศน้อย และมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (สิ้นมิ.ย.) ที่อยู่ระดับสูง 241.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ



สำหรับเศรษฐกิจในระยะจากนี้ไปถึงสิ้นปี 2563  นายลวรณกล่าวว่า  เศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสที่ 2 โดยจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจติดลบ 2 หลัก ส่วนครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ยังติดลบอยู่ และไตรมาส 4 ติดลบน้อยลง เมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการฯ ระยะที่ 6 ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดมากขึ้น และพยุงเศรษฐกิจตลอดช่วงครึ่งปีหลังให้เดินต่อไปได้ ประกอบการการใช้มาตรการการเงินการคลัง ที่ทั้งมาตรการเยียวยาและดูแลจำนวนมากที่รองรับทุกภาคส่วนตั้งแต่ประชาชนจนถึงภาคธุรกิจ

 

โดยล่าสุด มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว “ไทยเที่ยวไทย”  ซึ่งมีประชาชนมาลงทะเบียนลงทะเบียนจำนวนน่าพอใจ โดยยอดรวมตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการ 15 -29 ก.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ลงทะเบียนรวม 4.65 ล้านคน ผู้ลงทะเบียนสำเร็จ 4.40 ล้านคน และผู้จองโรงแรม 285,530  ห้อง ซึ่งเป็นผู้ที่จ่ายเงินให้โรงแรมแล้ว 282,409 ห้อง  ยอดผู้ Check in แล้วจำนวน 55,177 ห้อง และ check out แล้วจำนวน 50,605 ห้อง ส่วนฝั่งผู้ประกอบการประสงค์เข้าร่วมโครงการมีโรงแรม 6,684 แห่ง ร้านอาหาร 58,744 ร้าน และสถานที่ท่องเที่ยว 1,590 แห่งซึ่งโครงการนี้ ระยะยาวถึงสิ้นเดือนต.ค. 2563 ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือ ยังสามารถวางแผนท่องเที่ยวได้

 


อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค.) กระทรวงการคลังจะมีการประชุมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารกรุงไทย หารือร่วมกันเกี่ยวกับการปรับเกณฑ์มาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อเปิดกว้างให้แก่กลุ่มผู้ให้บริการที่พัก เช่น โฮมสเตย์  บูธีคโฮเต็ล รวมถึงสถานที่พักที่มีจำนวนห้องน้อยกว่า 20 ห้อง สามารถเข้าร่วมโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ได้ จากปัจจุบันมีโรงแรมเข้ามาร่วมโครงการเพียง 6,684 แห่ง ซึ่งน้อยมาก พร้อมกับหารือผ่อนปรนเกณฑ์ผู้ประกอบการที่เข้าร่วม จากเดิมมีเงื่อนไขผู้ประกอบการต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมด้วย



ซึ่งภาครัฐต้องการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนมีที่พักต่างๆ สวยงาม ให้เลือกมากขึ้นและเป็นการเพิ่มจำนวนห้องพักด้วย รวมถึงเป็นจุดดึงดูดให้คนไทยเที่ยวมากขึ้น

 


“มาตรการเราเที่ยวด้วยกันและกำลังใจ ก็หวังจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกระจายทั่วประเทศ ไม่ได้หวังว่าเศรษฐกิจจะโตเยอะในจุดใดจุดหนึ่ง คลังมั่นใจมาตรการต่างๆ ที่ออกมา จะรับมือและประคองเศรษฐกิจให้ผ่านโควิดไปได้" นายลวรณกล่าว
               

 

โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดจะเกิดการระบาดใหม่หรือไม่ การพัฒนาวัคซีนโควิด ที่มาถึงเฟส 3 ทดลองกับคนแล้ว คาดว่าจะออกมากลางปีหน้า จะทำให้สถานการณ์โควิดคลี่คลายลง และการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศในช่วงที่เหลือของปี 2563 และต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563
               

 

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง จะมีการออกมาตรใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ นายลวรณกล่าวว่า จะเน้นมาตรการที่มีผลต่อการบริโภคเป็นหลัก และช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมาตรการที่ดูเพิ่มเติมจะมีทุกรูปแบบ ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ ที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายและท่องเที่ยว ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้ หากมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี

 


นายลวรณกล่าวว่า ของปี 2564 เศรษฐกิจไทยคาดการณ์ กลับมาขยายตัว 4-5% ภายใต้ภาคส่งออกโต 5% และนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาราว 15-16 ล้านคน อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังมีความไม่นอนอยู่เสมอ จึงยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

 

นายลวรณกล่าวว่า ธุรกิจที่จะฟื้นตัวได้เร็ว ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล รวมถึงพฤติกรรมของคนเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal จะช่วยสนับสนุนธุรกิจบริการดิจิทัลและธุรกิจ e-Commerce ให้ขยายตัวได้ดี

 

นายลวรณกล่าวถึงการเตรียมข้อมูลเสนอนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ว่า ขณะนี้ได้เตรียมข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ผลของการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ได้ทำไปแล้ว และสิ่งที่จะทำต่อเนื่อง

Share: