คาด SET อ่อนตัวทดสอบ Low เดิม 1,305 จุด หลังจีดีพีสหรัฐฯ หดตัวลงรุนแรงในรอบ 70 ปี

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาด SET อ่อนตัวทดสอบ Low เดิม 1,305 จุด จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอโดย GDP ไตรมาส 2/63 หดตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี โดย -32.9% จากผลกระทบมาตรการล็อกดาวน์ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านราย ซึ่งเป็นยอดที่มากกว่า 1 ล้านรายติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 19 ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง นอกจากนี้ยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่ของสหรัฐที่ยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่กดดันทิศทางการลงทุนในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะมีสลับรีบาวด์ขึ้นได้จากแรงซื้อในหุ้นที่มีข่าวเฉพาะตัวหรือกลุ่มที่งบไตรมาส 2/63 เติบโต

 

ประเด็นสำคัญวันนี้

 

  • (+) ดาวโจนส์ร่วง 226 จุด ผิดหวังตัวเลข GDP สหรัฐทรุดตัวมากสุดเป็นประวัติการณ์ และกังวลข่าว ทรัมป์ เสนอเลื่อนเลือกตั้ง: ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 226 จุด (-0.85%) ปิดที่ระดับ 26,314 จุด เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังกับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลข GDP 2Q20 ที่หดตัวแรงถึง 32.9% แม้จะต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 34% แต่ก็เป็นการหดตัวมากที่สุดเป็นวัติศาสตร์ของสหรัฐ ขณะเดียวกันจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐก็เพิ่มขึ้นเป็น 1.43 ล้านราย เพิ่มขึ้นจาก 1.42 ล้านรายในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่เป็นการตกงานเพิ่มขึ้นเกินระดับ 1 ล้านรายต่อสัปดาห์ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 19 นอกจากนี้นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเมืองในสหรัฐ หลังจากที่โดนัล ทรัมป์ ออกมาเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. ออกไปก่อน เนื่องจากมีความกังวลว่าการเลือกตั้งผ่านบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์จะทำให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง

  • (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน – ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงหลุดระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง กังวลดีมานด์ชะลอตัวหลัง GDP สหรัฐทรุดหนัก: เมื่อคืนที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงแรงกว่า 1.35 ดอลลาร์ (-3.3%) ปิดที่ระดับ 39.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยลบเดียวกับตลาดหุ้นวอลสตรีท คือนักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวแรงจะกดดันให้ความต้องการน้ำมันดิบในสหรัฐ ประกอบกับไวรัส Covid-19 ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในสหรัฐจะทำให้ความต้องการน้ำมันดิบฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์กันไว้ อย่างไรก็ตามปัจจัยนี้เรายังต้องติดตามว่าสภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญออกมาหรือไม่หากมีการอนุมัติจะทำให้นักลงทุนคลายกังวลกับตัวเลขเศรษฐกิจและกลับมาให้ความสนใจกับราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง

  • (+) ปัจจัยที่ต้องติดตาม สภาคองเกรสพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ และยูโรโซนประกาศตัวเลข GDP 2Q20: สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นการประกาศผลประกอบการของกลุ่ม real sector ซึ่งจะทยอยประกาศงบ 2Q20 กันมากขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ส.ค. ส่วนปัจจัยต่างประเทศต้องติดตามคือ กลุ่มยูโรโซนประกาศตัวเลข GDP 2Q20 เบื้องต้น Consensus คาด -14.5% เทียบกับ 1Q20 -3.1% และช่วงเย็นติดตามสภาคองเกรสประชุมพิจารณาเพื่ออนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญ เรายังมีมุมมองเป็นบวกโดยคาดว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติมาตรการดังกล่าวออกมาได้ทันก่อนที่มาตรการชุดเดิมจะหมดอายุลงในวันนี้ 

 

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

 

  • กลุ่มอาหาร (CPF GFPT TU TFG ASIAN)  และ กลุ่มอิเล็ค (KCE DELTA HANA SVI) ได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าลง
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q20 จะเติบโตขึ้น ( TOP PTTGC SPRC BGRIM CKP CPF TU TASCO STA STGT SPALI AP PRM PTL AJ STARK CBG TQM JMT )

 

หุ้นแนะนำวันนี้

 

  • TASCO (ปิด 26.75 ซื้อ/เป้า สูงสุด IAA Consensus 32) เก็งกำไรงบ 2Q20 พลิกมีกำไร 1,400-1,500 ล้านบาทเทียบกับขาดทุนสุทธิ 784 ล้านบาทใน 1Q20 โดยมีแรงหนุนจากการบันทึกกลับ NRV ทั้งหมดหลังจากราคายางมะตอยกลับมาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 1Q20 และ 3Q20 ยังมี Sentiment บวกจากดีมานด์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากจีนหลังจากปีนี้จีนเกิดน้ำท่วมหนักส่งผลให้รัฐจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมถนนหนทาง (TASCO ส่งออกยางมะตอยไปจีนคิดเป็น 40%)

  • COM7 (ปิด 35.75 ซื้อ/เป้า สูงสุด IAA Consensus 46) ได้ sentiment บวก Apple ประกาศกำไรไตรมาส 2 พุ่งขึ้นเกินคาด ยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะยอดขาย iPhone SE ที่เปิดตัวในช่วงเดือน เม.ย. ปัจจัยนี้คาดจะส่งผลดีต่อยอดขายของ COM7 ด้วยเช่นกันเนื่องจากมียอดขายมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Apple เป็นสัดส่วนหลัก

 

 

Share: