จัดการอย่างไรในช่วงที่ธุรกิจกำลังจะโต...แต่ต้องมา ‘สะดุดล้ม’ กลางคัน

ช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา หลายธุรกิจคงจะเผชิญปัญหาที่ธุรกิจกำลังเติบโตดีแต่ต้องมาหยุดกิจการชั่วคราวแบบไม่ได้คาดคิด และไม่มีรายได้หลายเดือนจากผลกระทบโรคเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID 19) ซึ่งเป็น ‘ความเสี่ยงภายนอก’ ที่ยากจะควบคุมได้ และจากภาวะวิกฤตินี้ทำให้ทุกคนตระหนักถึงว่า จะทำอย่างไรให้กิจการอยู่รอดได้ในทุกภาวะวิกฤติ

 

สำหรับการที่จะทำให้กิจการอยู่รอดได้ ควรเริ่มต้นจากการวางแผนจัดการความเสี่ยงภายในกิจการให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อทำให้กิจการมีความมั่นคงในการดำเนินงานและการเงิน โดยขอยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาคือ บริษัท เอ (นามสมมติ) ทำธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ตามรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งเป็น SME เกิดใหม่ และธุรกิจเติบโตเร็วมากตามคำสั่งซื้อรายใหญ่รายเดียว จึงขยายธุรกิจผ่านการกู้ธนาคารในจำนวนเงินที่สูง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจแบบเร่งด่วน รวมทั้งได้ให้ครอบครัวเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจเพิ่มอีกด้วย

           


“หลังจากดำเนินกิจการมาได้ 3 ปี ยอดคำสั่งซื้อลดลงไปเยอะ ก่อให้เกิดปัญหาธุรกิจขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนกระทั่งสุดท้ายไม่มีเงินชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร และไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน นอกจากนี้ครอบครัวยังต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเช่นเดียวกับบริษัท เพราะแหล่งที่มาของรายได้ครอบครัวมีทางเดียว คือรายได้จากกิจการของบริษัท”

           

 

จากกรณีศึกษานี้ ธุรกิจมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่เริ่มต้นกิจการด้วยการมีรายได้จากลูกค้ารายใหญ่รายเดียว และมีความเสี่ยงทางการเงินสูงมาก เพราะสร้างกิจการจากการใช้เงินกู้เกือบทั้งหมด ดังนั้น ในมุมมองของ ‘นักวางแผนการเงิน’ ได้เข้าไปช่วยเหลือ ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจและครอบครัวอยู่รอดได้ ในสภาวะที่กำลังสะดุดล้มกลางคัน

 

                  

 

โดยนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหามีดังนี้

 

  1. จัดทำ ‘Financial Health Check’ ของบริษัทและครอบครัว โดยการทำบัญชี รับ/จ่าย งบดุล เพื่อให้ทราบถึงว่ามีทรัพย์สิน และหนี้สิน เป็นอย่างไร ซึ่งควรจะเป็นข้อมูลที่แยกออกจากกัน ระหว่างธุรกิจและครอบครัว

  2. ให้บริษัทมีรายได้เพิ่ม และลดค่าใช้จ่าย

    • หาลูกค้ารายใหม่ที่ต้องการทำบรรจุภัณฑ์ให้หลากหลาย เพื่อมาทดแทนคำสั่งซื้อเดิมที่หายไปทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและเป็นการจัดการความเสี่ยงของแหล่งรายได้จากลูกค้าที่มีความต้องการสินค้าต่างกัน
    • เจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเพื่อขยายเวลาชำระหนี้และบางส่วนได้เจรจาขอพักชำระหนี้ชั่วคราว
    • ขายโกดังที่ซื้อมาใหม่ และเปลี่ยนมาเป็นการเช่าโกดังตามปริมาณงานที่รับ เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายโกดังมาชำระหนี้ ซึ่งเป็นการลดภาระหนี้ และลดดอกเบี้ยจ่าย

  3. เพิ่มสภาพคล่องของครอบครัวและบริษัท คือ ขายบ้านหลังใหญ่ และซื้อบ้านหลังเล็กแทน เพื่อนำเงินส่วนต่างมาใช้เป็นสภาพคล่อง และขายรถที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน
    • กำหนดจำนวนเงินไว้เป็นสภาพคล่อง โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้อย่างน้อย 6 เดือน
    • กำหนดจำนวนเงินไว้เป็นสภาพคล่องของบริษัท โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น อย่างน้อย 3 เดือน

  4. แนะนำให้ทางครอบครัวหารายได้จากงานอื่นเสริม และพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

  5. หลังจากธุรกิจเริ่มฟื้น แนะนำให้จัดสรร ‘แบ่งเงิน’ และ ‘ทรัพย์สิน’ ของธุรกิจ และครอบครัว แยกออกมาอย่างชัดเจน โดยกำหนดเงินเดือนของครอบครัวให้เหมือนพนักงานในบริษัท

  6. กำไรของบริษัท นำมาทยอยชำระหนี้คืน โดยมีการวางแผนลดสัดส่วนหนี้สินลงมาให้ได้ตามเป้าหมาย คือ มีสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt ratio) ไม่เกิน 40% สัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อดอกเบี้ยจ่าย (Interest coverage ratio) มากกว่า 2 เท่า



“และหลังจากบรรลุเป้าหมายการลดหนี้แล้วจึงทำการจัดสรรกำไรของบริษัท โดยให้ 90 % เป็นกำไรสะสมเก็บไว้เป็นเงินลงทุนภายในกิจการ และจัดสรร 10 % ออกมาในรูปของเงินปันผล ตามสัดส่วนการถือหุ้นลงทุนของครอบครัว”

 

จากกรณีศึกษานี้ บริษัทได้ใช้เวลาเกือบ 5 ปี ในการประคองธุรกิจให้อยู่รอด ค่อยๆ ปรับตัวและลดภาระหนี้สิน จนกระทั่งกลับมาลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง แม้ว่า ณ ปัจจุบันบริษัทจะเผชิญปัญหา ‘วิกฤติ COVID19’ ทำให้มีรายได้ลดลงมาหลายเดือน แต่ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทสะดุดล้มลงง่ายๆ

 

 

“เพราะบริษัทได้วางแผนการจัดการความเสี่ยงในเรื่อง ‘การมีสภาพคล่อง’ ทั้งของธุรกิจและครอบครัว มีรายได้จากหลากหลายลูกค้าตามแบบบรรจุภัณฑ์ ขยายธุรกิจจากการใช้เงินภายในบริษัทเอง โดยไม่สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม และรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ไม่ให้เกิน 40 % ตามเป้าหมายที่ลดความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท”

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected]  , สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

Share: