“กองทริกเกอร์ ฟันด์”...จำกัด Upside - แต่ Downside ไม่จำกัด!!!

การลงทุนในแต่ละครั้ง นักลงทุนย่อมคาดหวังใน ‘ตอบแทนแทน’ เสมอ หนึ่งในปัญหาที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ คือ ‘ซื้อได้’ แต่ ‘ขายไม่เป็น’ สุดท้ายต้องกลับกลายจาก ‘กำไร’ เป็น ‘ขาดทุน’ ไปก็มี


เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องนี้ “กองทุนรวมทริกเกอร์ ฟันด์ (Trigger Fund)” จึงถือกำเนิดขึ้นมา


โดยอาศัยทักษะของ ‘ผู้จัดการกองทุน’ ในการพยายามบริหารกองทุนให้ได้ตาม ‘เป้าหมาย’ ที่วางไว้ ใน ‘ระยะเวลา’ ที่กำหนดให้ได้นั่นเอง


แต่นั่น... ‘ไม่ใช่การการันตี’ ผลตอบแทนแต่ประการใด (แค่พยายามจะทำให้ได้เท่านั้นนะ)!!!


ที่ผ่านมา จึงมีทั้งกองที่สำเร็จ ‘ฮิทเป้าหมาย’ และผิดหวัง ‘พลาดเป้า’ คละเคล้ากันไป


แต่ในช่วงที่ตลาดมีโอกาส ไม่ว่าจะตลาดขาขึ้น หรือตลาดปรับฐานแรงมีอัพไซด์เปิดกว้าง ก็จะเห็น ‘กอง Trigger Fund’ กลับมาให้เห็นอยู่เสมอๆ  


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ เองจึงอยากจะนำมุมมองของผู้เชี่ยวชาญจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วี จำกัด” และ “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด” ถึงโอกาสการลงทุนในกองทุนทริกเกอร์ ฟันด์มาฝากกัน

 

 

ตลาดหุ้น “อัพไซด์” ยังมี…เปิดโอกาสลงทุนให้ ‘กองทุนทริกเกอร์ ฟันด์’

สำหรับ “กองทุนทริกเกอร์ ฟันด์” มีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ แต่มีความพิเศษอยู่ที่การกำหนดเงื่อนไข โดยตั้งเป้าผลตอบแทนภายใต้กรอบระยะเวลา ซึ่งเมื่อได้ตามที่กำหนดก็จะเลิกกองทุน (ปิดกองทุน) แล้วทำการคืนเงินตามที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนพร้อมผลตอบแทนให้ผู้ลงทุน แต่ถ้าไม่ฮิทเป้าหมายก็จะเปิดเป็นกองทุนปกติ รอให้ถึงเป้าหมายเพื่อปิดกอง (แต่ล่าช้าออกไป) หรือเปิดเป็นกองทุนเปิดปกติถาวรเลยก็มี แล้วแต่นโยบาย


โดย “อิศรา พุฒตาลศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วี จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ในช่วงที่ผ่านมาบลจ.ได้ปิดกองไปหลายกอง อย่างหุ้นต่างประเทศ หุ้นโกลบอลเทคโนโลยี และหุ้นตลาเกิดใหม่ ซึ่งเชื่อว่ายังคงมีอัพไซด์อยู่ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาด ‘ไวรัส COVID-19’ เริ่มคลี่คลาย และราคาหุ้นในต่างประเทศที่หลายแห่งจะดูค่อนข้างถูก อย่าง ‘ตลาดหุ้นยุโรป’ ที่ได้ปัจจัยสนับสนุนอย่างการบรรลุข้อตกลงในการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.5 แสนล้านยูโร (8.55 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ EU จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

 

 

“ขณะเดียวกัน ‘หุ้นรายเซกเตอร์’ อย่างกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์จากการแพร่ระบาดของไวรัสCOVID-19 ให้ราคาเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ซึ่งหากสถานการณ์ COVID-19 สามารถคลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้ จนเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ จะช่วยให้หุ้นกลุ่มอื่นฟื้นตัวขึ้นมาเช่นกัน ถ้ามองโอกาสการลงทุน เรายังเชื่อว่าลงทุนได้โดยเฉพาะในต่างประเทศ ที่หุ้นบางเซกเตอร์พื้นฐานยังดีและมีแนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตได้ หรือในตลาดหุ้นต่างประเทศใหญ่ๆ ที่อาจจะย่อตัวลงมา จึงเป็นโอกาสเพื่อเข้าลงทุนได้”

 

 

“ตลาดยูโรป-จีน-สหรัฐ”…ยังน่าสนใจหลัง COVID-19 เริ่มคลี่คลาย

โดยตลาดที่เราให้น้ำหนักการลงทุนนั้น ยังคงเป็น “ตลาดต่างประเทศ” ประกอบไปด้วย ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่ได้เห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของตลาดหลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 , ‘ตลาดหุ้นยุโรป’ ที่สถานการณ์โดยรวบค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น และ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ ที่กลุ่มหุ้นอย่างเทคโนโลยี มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากกระแสดิจิทัล ดิสรัปชัน รวมถึงเฮลท์แคร์ อุปกรณ์การแพทย์ที่มีแนวโน้มเติบโตได้อยู่

 

 

 

 “สำหรับประเด็นที่มีบลจ.หลายแห่งมีการปรับลดเป้าผลตอบแทน ‘กองทริกเกอร์ ฟันด์’ ลงเหลือ 4-5% นั้น มองว่าขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่กำหนดหรือมีปัจจัยใหม่เข้ามามีผลต่อตลาด จึงมีการปรับเป้าลงเพื่อให้ผลตอบแทนที่บลจ.มั่นใจว่าจะทำได้ ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นการตัดโอกาสการทำกำไรในช่วงตลาดขาขึ้นของนักลงทุนแต่ประการใด"


อย่างไรก็ตาม ‘กองทริกเกอร์ ฟันด์’ ก็ถือเป็นเครื่องมือการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าหากนักลงทุนศึกษาเครื่องมือประเภทอื่นเพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเองก็สามารถทำได้ จึงไม่ถือเป็นการตัดโอกาสลงทุน เพราะด้วยกองทุนรวมทริกเกอร์ ฟันด์เป็นการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นอยู่แล้ว

 

 

“กองทุนรวมทริกเกอร์ ฟันด์”...ยังเป็นคำตอบการลงทุนที่ดี

ฟาก “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัด ได้ให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนใน ‘กองทริกเกอร์ ฟันด์’ ยังคงมีโอกาสเพื่อหวังผลตอบแทนได้ โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างหุ้นกลุ่มต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับเมกะเทรนด์ อย่างกลุ่มเฮลท์แคร์ กลุ่มเทคโนโลยี ยังมีแนวโน้มไปต่อได้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวันและการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยี จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดกลุ่มดังกล่าว


ส่วน ‘ตลาดหุ้นไทย’ นั้น ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ดีนัก เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก เช่น การท่องเที่ยว และการส่งออก ที่ยังฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากยังขึ้นอยู่กับนโยบายการเปิดประเทศ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า จึงเป็นไปได้ยากที่ตลาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)

 

 

“ส่วนการที่บลจ.หลายแห่งมีการปรับลดเป้าผลตอบแทนของ ‘กองทริกเกอร์ ฟันด์’ ลงเหลือ 4-5% มองว่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์และตลาดที่ได้เข้าลงทุน ซึ่งบางตลาดก็ยังคงมีโอกาสที่ปรับตัวขึ้นได้ยาก อย่างตลาดหุ้นไทย ส่วนเป็นการตัดโอกาสการทำการกำไรช่วงตลาดขาขึ้นนั้น นักลงทุนอาจจะต้องเข้าใจเครื่องมือที่ลงทุนก่อน เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์การลงทุน อย่างไรก็ตามนักลงทุนจะต้องศึกษาตลาดที่เข้าไปลงทุนว่ามีอัพไซด์มาน้อยเพียงใด เนื่องจากกรลงทุนในกองทุนรวมทริกเกอร์ ฟันด์ ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดด้วยเช่นกัน นักลงทุนจึงต้องจับจังหวะการลงทุนให้ดี”


ท้ายสุดการลงทุนใน “กองทริกเกอร์ ฟันด์” ก็ถือเป็นอีกเครื่องมือถือเหมาะกับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในระยะสั้นๆ ได้กำไรแล้วก็ขายทำกำไรออกมาก่อนในลักษณะนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า ‘ความเสี่ยงในขาลง (Downside Risk)’ ก็เปิดกว้างด้วยเช่นกัน ดังนั้นก่อนลงทุนควรต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งสำคัญสุด

Share: