ธปท. คาดไตรมาส 2 เศรษฐกิจ-13% ลงลึกสุดประวัติการณ์ จ่อปรับ GDP ปีนี้

แบงก์ชาติ ชี้ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยติดลบ 13% ลงลึกสุดเป็นประวัติการณ์ เครื่องยนต์ดับเกือบหมดยกเว้นการใช้จ่ายภาครัฐ ย้ำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเข้าสู่การฟื้นตัว เกาะติดสถานการณ์โควิดช่วง 2 เดือน ก่อนปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจปีนี้อีกรอบ มีลุ้นปรับดีขึ้น-แย่ลงจากปัจจุบันคาด -8.1% มองมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวกระจุกตัวบางจังหวัด เตือนรัฐการ์ดอย่าตกเรื่องมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เหตุหนทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอีกยาวไกล 2 ปี


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลของมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว กระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ติดลบ 2 หลักต้นๆ ซึ่งไม่เกิน -15% ถือว่า“ลึกสุด” เป็นประวัติศาสตร์นับจากไตรมาส 2/2541 GDP ติดลบ 12.5% พร้อมกับย้ำว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากนี้ เศรษฐกิจจะติดลบ “น้อยลง”


“ไตรมาส 2 อาจเห็นเศรษฐกิจติดลบ 12-13% ได้ เป็นผลมาจากมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ กระทบต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกตัว ยกเว้นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ขยายตัวได้ แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้รอดูตัวเลขจากสภาพัฒน์ ที่จะประกาศอีก 2 สัปดาห์หน้านี้ ซึ่งเห็นว่า ตัวเลขเดือนมิ.ย. ออกมาดีกว่าคาด และอาจเห็นติดลบหลักเดียวปลายๆก็ได้ ”นายดอนกล่าว


โดยภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้ คงอยู่ระดับหดตัวสูง เนื่องจากภาคส่งออกติดลบ 17.8% และภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากความต้องการของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอลงมาก ส่งผลต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องชี้การบริโภค -10.3 % และการลงทุนของภาคเอกชน -13.5% รวมไปถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวสูง อย่างไรก็ดี เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ คือการใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัว และช่วยพยุงเศรษฐกิจ


ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบตามอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานเป็นสำคัญ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นบวกเล็กน้อย ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด “ขาดดุล”เล็กน้อย ต่างจากไตรมาสแรกที่เกินดุล สาเหตุที่ขาดดุลเนื่องจากรายรับภาคท่องเที่ยวที่ลดลงมาก หลังจากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติติดลบ 100% และเป็นฤดูกาลของบริษัทต่างชาติในไทยที่ส่งกลับกำไรและเงินปันผลกลับต่างประเทศ ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิ


สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า นายดอนกล่าวว่า โดยภาพรวมน่าจะหดตัวน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และจะกลับตัวขึ้นมาได้ในปี 2565 ซึ่งระหว่างทางยังมีความท้าทายพอสมควร ประกอบด้วยปัจจัยการเพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ตอนนี้ยังค่อนข้างรุนแรง ซึ่งหลายๆประเทศควบคุมไว้ ซึ่งไม่ต้องการกลับไปล็อคดาวน์ประเทศอีกครั้ง เพราะหากมีการล็อคดาวน์ประเทศอีกครั้ง จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. 2563


“เรารอดูตัวเลขไตรมาส 2 ที่สภาพัฒน์จะประกาศก่อนว่า ออกมาดีกว่าที่คาดหรือไม่ หากออกมาดีกว่าคาด ก็จะปรับประมาณการใหม่ออกมาเป็นหดตัวน้อยลง จากปัจจุบันคาดปีนี้ GDP -8.1% แต่ก็ต้องดูสถานการณ์การระบาดโควิดในไตรมาส 3 เป็นตัวตัดสินต่อการปรับประมาณการณ์ ต้องดูสถานการณ์ในเดือนกันยายน ถ้ามีล็อคดาวน์เกิดขึ้น ก็อาจปรับประมาณแย่ลงได้ ซึ่งจะมีการพิจารณาในเดือนกันยายน ”นายดอนกล่าว


สำหรับมาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินต่อจากนี้ นายดอนกล่าวว่า มาตรการท่องเที่ยวที่ออกมา ถือว่าได้ผล แต่ยังไม่ส่งผลกระจายทั่วประเทศ เพราะส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้ๆ หรือจังหวัดใหญ่ๆบางจังหวัดที่ได้รับอานิสงส์เท่านั้น


“แนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ที่สำคัญการ์ดอย่าเพิ่งตกในแง่มาตรการเยียวยาและฟื้นฟู เพราะหนทางข้างหน้าอีกยาวไกล ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง อาจเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้น รัฐบาลมีเงินต้องใช้ให้ถูกจุด และหากสถานการณ์เลวร้าย ก็ต้องพร้อมใช้ทันที”นายดอนกล่าว

 

 

5 เครื่องชี้เศรษฐกิจมิ.ย. ผงกหัว

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา มีการหดตัวน้อยลง ถือว่ามีการปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อน ซึ่งเป็นผลจากการทยอยผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ทำให้ 5 เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจมีการหดตัวลดน้อยลงจากเดือนก่อนหน้า ได้แก่,มูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำ การนำเข้าไม่รวมทองคำ การบริโภคภาคเอกชน ,การลงทุนภาคเอกชน และดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม


สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้า(ไม่รวมทองคำ) ในเดือนมิ.ย. หดตัว 18.4% ถือว่าน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง 29% และมีการปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามการทยอยเปิดเมืองของประเทศคู่ค้า แต่อย่างไรก็ดี การหดตัวของมูลค่าส่งออกก็ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนรายได้ของประเทศคู่ค้าที่ยังอ่อนแอน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ หมวดสินค้าที่มูลค่าเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ


ด้านการนำเข้าสินค้าหดตัวลงทุกหมวด ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานที่ต่ำในปีก่อน และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวดีขึ้น


ส่วนเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลงเช่นกัน ประชาชนออกมาใช้จ่ายมากขึ้นหลังมีการคลายล็อคดาวน์ ประกอบกับได้แรงสนับสนุนจากมาตรการเยียวยาของภาครัฐ รวมทั้งมูลค่าการใช้จ่ายบัตรเครดิตและบัตรเดบิตภายในประเทศ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเห็นการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคฟื้นตัวเล็กน้อยแต่ยังอยู่ระดับต่ำ


อย่างไรก็ตี ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังคงอ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากตลาดแรงงานที่คงเปราะบาง ซึ่งคาดว่าจะยังใช้เวลานานในการฟื้นตัวประมาณ 1-2 ปีข้างหน้า โดยยังเห็นผู้รับสิทธิ์ว่างงานจากประกันสังคม เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และรายได้เกษตรการปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงอยู่ระดับหดตัวอยู่


สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในเดือน มิ.ย. ปรับตัวหดตัวน้อยลงจากเดือนก่อน ซึ่งเป็นไปตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม “หดตัวน้อยลง”ในเกือบทุกหมวดสินค้าเช่นกัน ซึ่งระดับสินค้าคงคลังที่สูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป เช่นเดียวกับกำลังการผลิตส่วนเกินที่เหลืออยู่มาก ก็ยังกดดันการฟื้นตัวการลงทุนของภาคเอกชน


อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของภาครัฐมีการ “ขยายตัว”ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ส่วนภาคท่องเที่ยวหดตัวสูงต่อเนื่อง โดยไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ


ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจยังคง “เปราะบาง” อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อ พื้นฐานติดลบสอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่ส่วนของตลาดแรงงาน จำนวนผู้ว่างงานยังเพิ่มสูงขึ้น สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดใกล้สมดุล เนื่องจากดุลบริการที่ลดลงจากการนำเงินปันผลและกำไรออกนอกประเทศ ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายยังเกินดุลสุทธิ เนื่องจากมีเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างมากในเดือนมิ.ย. 2563 หลังจากที่เกิดสภาพคล่องโลกล้น ประกอบกับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่คิดว่าดีขึ้น

Share: