วิกฤติกลุ่มหุ้นการบินอนาคตที่ไม่เห็นแสงสว่าง

ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 หลายธุรกิจเริ่มเห็นแสงสว่างจากการคล้ายล็อคต่างๆ ของภาครัฐที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น แต่ธุรกิจสายการบินอนาคตยังเป็นเครื่องหมายคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะธุรกิจสายการบินก่อน COVID-19 ก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้ว ต้นทุนน้ำมันผันผวน และเมื่อ COVID-19 เข้ามาก็กลายเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญที่ซัดธุรกิจสายการบินให้จมดิน

 

ภาพทุกอย่างยิ่งชัดมากขึ้น เมื่อสายการบินแห่งชาติ อย่างการบินไทย หรือ THAI ได้ขอเข้าสู่การฟื้นฟูกิจการจนเป็นข่าวโด่งดังและในรายล่าสุด สายการบินนกเหลือง หรือบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) NOK ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและการเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ยิ่งเป็นเรื่องย้ำเตือนว่าธุรกิจสายการบินยังมีปัญหา และไม่เพียงแค่สายการบิน ธุรกิจสนามบินที่เดิมแข็งแกร่งก็เริ่มมีปัญหามากขึ้น

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า  COVID-19 ยังกระทบต่อกลุ่มการบินเพิ่ม ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปแทบทั้งหมดนับจากช่วง เม.ย. 63 จากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าออกนอกประเทศ เพื่อควบคุมการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบชัดเจนต่อผู้ประกอบการในธุรกิจการบิน ไม่ว่าจะเป็น AOT ที่รับผลกระทบต่อธุรกิจการบิน (ค่าธรรมเนียมเที่ยวบินขึ้นลงจอด และค่าธรรมเนียมภาษีสนามบิน)

 

ซึ่งกระทบทั้งในแง่ปริมาณผู้ใช้บริการและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เฉลี่ยลดลง จากมาตรการช่วยเหลือต่างๆ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบเรื่องมาตรการช่วยผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ ที่เปลี่ยนไปอิงเกณฑ์ส่วนแบ่งรายได้ แทนเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งที่สูงกว่าระหว่างส่วนแบ่งรายได้และรายได้ขั้นต่ำ 

แม้ฝ่ายวิจัยได้รวมผลกระทบข้างต้นทั้งหมดในประมาณการแล้ว ล่าสุดวานนี้ยังมีประเด็นสร้าง Downside เพิ่มเติมในส่วนของการปรับเงื่อนไขสัญญาเชิงพาณิชย์ฉบับใหม่ที่มีกับคิง เพาเวอร์ ที่จะมีผลนับจาก 1 เม.ย. 65 จากเดิมอิงเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งที่สูงกว่าระหว่างส่วนแบ่งรายได้หรือรายได้ขั้นต่ำปีละ 2.3 หมื่นล้านบาท มีการปรับวิธีคิดรายได้ขั้นต่ำเป็นอิงบนจำนวนผู้ใช้บริการจริง

 

เทียบกับสมมติฐานจำนวนผู้ใช้บริการที่คิงเพาเวอร์คาดในปีแรกของสัญญา ทำให้มีความเสี่ยงต่อกำไรในช่วง 2-3 ปีแรกๆของสัญญาคือ ปีบัญชี 2565-67 ราวปีละ 8-9% ซึ่งคาดการณ์ผู้ใช้บริการสนามบิน ASPS ยังต่ำกว่าสมมติฐานที่คิง เพาเวอร์ใช้ AOT จะได้รายได้ต่ำลงกว่าประมาณการที่อิงรายได้ขั้นต่ำต่อปีเดิม และกระทบมูลค่าพื้นฐานราว 3 บาท ภาพรวมอาจกดดันภาพการฟื้นตัว AOT ระยะกลางไม่ดีดังเช่นที่คาดหวังไว้เดิม แม้อาจไม่เห็นความเสี่ยงที่อาจสร้าง Downside เพิ่มเติมจากนี้ที่มีนัยฯแล้ว

 

แต่ฝ่ายวิจัยยังไม่เห็นประเด็นที่สามารถขับเคลื่อนหุ้น Outperform ได้ และหากใช้มูลค่าพื้นฐานที่รวมผลกระทบดังกล่าวที่ราว 50 บาท จะยังมี Downside จากราคาปัจจุบัน จึงยังคงคำแนะนำ Switch

 

ส่วนความคืบหน้าของผู้ได้รับผลกระทบอีกด้านหนึ่งคือ NOK ได้ยื่นคำร้องและการเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลาย  เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพคล่องที่หมดไป จากปริมาณธุรกิจที่ลดลงตามผลกระทบ COVID-19 ต่อการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้กระบวนการดังกล่าว แม้ NOK ยังสามารถดำเนินกิจการได้อยู่

 

แต่บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ขนาดธุรกิจของ NOK ในระยะถัดไปจะเล็กลงมีนัยฯ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเท่ากับว่า ช่วยบรรเทาปัญหากำลังให้บริการที่ล้นในอุตสาหกรรม และอาจส่งผลดีในแง่คู่แข่งลดลงต่อผู้ที่มีโอกาสอยู่รอดมากสุดคือ AAV ที่มีเงินสดในมือ สิ้นสุดไตรมาส 1/63 ที่เหลือสูง 4.85 พันล้านบาท เพียงพอรองรับรายจ่ายที่มีการควบคุมเข้มงวดตั้งแต่ช่วง Lockdown งวดไตรมาส 2/63

 

นอกจากนี้การกลับมาเริ่มให้บริการราว 70% ของเที่ยวบินในประเทศ หรือคิดเป็นราว 35-40% ของกำลังให้บริการรวมในปัจจุบัน ยังเป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง แม้ไม่ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด แต่จากการตรวจสอบกับ AAV ล่าสุดสภาพคล่องที่เหลืออยู่ยังคาดช่วยประคองถึงสิ้นปี และหากปริมาณธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว AAV ยังสามารถงัดมาตรการเข้มงวดรายจ่ายเพิ่มเติมที่ยังไม่ใช้ได้อีก

 

เช่น การปลดระวางฝูงบิน รวมถึงการลดจำนวนพนักงาน ให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับปริมาณธุรกิจที่มีระยะสั้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เชื่อว่าสามารถเก็งกำไรสั้นๆ จากกระแสข่าวดังกล่าวได้ ทั้งนี้คำแนะนำทางพื้นฐาน ยังคงให้ Switch จากความเสี่ยงการฟื้นตัวล่าช้ากว่าคาด โดยเฉพาะการเดินทางระหว่างประเทศ

Share: