“สาระ ล่ำซำ” นั่งนายกสมาคมประกันชีวิตไทยคนใหม่ ชง คปภ. เปิดช่องขายประกันสุขภาพรายเดี่ยวไม่ต้องพ่วงกรมธรรม์หลัก 

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยหลังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่อจากนางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่หมดวาระลง โดยมีวาระการบริหาร 1 กรกฎาคม 2563 – 30 มิถุนายน 2565 ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพมากขึ้น ซึ่งบริษัทประกันชีวิตต้องมีการปรับตัวและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นเกี่ยวกับประกันสุขภาพ



รวมทั้ง สมาคมฯ อยู่ระหว่างหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในเรื่องการขายประกันสุขภาพรายเดี่ยวโดยไม่ต้องพ่วงกับประกันชีวิตที่เป็นกรมธรรม์หลักเช่นเดียวกับบริษัทประกันวินาศภัย และการปรับขนาดของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก หรือการกำหนดเบี้ยประกันชีวิตสำหรับแต่ละช่วงอายุที่มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการที่เติบโตและขยายฐานลูกค้าประกันชีวิตในอนาคต

 

(ผู้บริหารสมาคมประกันชีวิตไทย)

นายสาระ กล่าวว่า แม้ในช่วงครึ่งปีแรก 2563 เบี้ยประกันชีวิตหดตัว 3% ส่วนใหญ่มาจากกรมธรรม์ที่ครบกำหนดแต่ยังมีความคุ้มครอง และแต่ละบริษัทต้องปรับพอร์ตมาขายประกันประเภทความคุ้มครองและประกันสุขภาพซึ่งมีขนาดเล็กกว่าประกันแบบสะสมทรัพย์ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจที่ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางธนาคารลดลง ภาวะความกดดันจากเรื่องมาตรฐานรายงานทางบัญชีและการเงิน IFRS 17 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการเผชิญกับอัตราความเสียหายจากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse)


โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 285,942.47ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ จำนวน 76,196.28 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 209,746.19 ล้านบาท และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิต 81% ทั้งนี้ คาดว่าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งระบบปีนี้จะหดตัว 2% ถึง 5% ซึ่งความเสี่ยงจาก COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันชีวิตในครึ่งปีหลัง ทำให้บริษัทประกันชีวิตมีโอกาสติดลบได้มากขึ้น แต่หากภายหลังรัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการกำกับในการควบคุม COVID-19  รวมถึงสถานการณ์ระบาดในหลายประเทศมีอัตราผู้ติดเชื้อลดลงในระดับที่ควบคุมได้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ธุรกิจประกันชีวิตก็จะมีโอกาสเติบโตได้ เนื่องจากประชาชนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการทำประกันชีวิตและวางแผนประกันสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการประเมินสถานการณ์ต่อเนื่องทุกเดือน




อย่างไรก็ดี เบี้ยประกันสุขภาพที่ขายโดยบริษัทประกันชีวิต ยังเติบโต10% และคาดว่าจะเติบโตมากกว่า 10% อย่างต่อเนื่อ’ในช่วงครึ่งปีหลังและในอนาคต ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพที่ขายโดยบริษัทประกันชีวิต ยังคงครองส่วนแบ่งหลัก 80% อีก 20% เป็นเบี้ยประกันสุขภาพที่ขายโดยบริษัทประกันวินาศภัย



 

นายสาระ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันจนถึงปี 2564 การดำเนินธุรกิจต้องไม่คำนึงถึงส่วนแบ่งการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารจัดการการขายประกันภัย ให้คำนึงถึงปัจจัยด้านความยั่งยืนในระยะยาว มีความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น IFRS 17 ขณะที่เงินกองทุนยังอยู่ในเกณฑ์ที่มีความมั่นคงสูง สามารถบริหารจัดการเรื่องการลงทุนได้ดี

 


“ความท้าทายของอุตสาหกรรม คือ ทำอย่างไรไม่ให้การเติบโตของเบี้ยประกันรับรวมติดลบมากกว่าไปกว่านี้ ซึ่งสมาคมฯ จะเดินหน้าคุยกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขอให้ประกันชีวิตมีความยืดหยุ่นด้านต่างๆ มากขึ้น และประชาชนสามารถนำผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพมาใช้บริหารความเสี่ยงในชีวิตประจำวันได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเก็บออมเงินเพื่อวัยเกษียณ และรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย” นายสาระ กล่าว


Share: