“หยุด QE - ดอกเบี้ยขึ้น”...ความเสี่ยงระยะกลาง-ยาว ‘ตลาดหุ้นโลก’!!!

“ตลาดหุ้น” ในวิกฤติ COVID-19 รอบนี้ ลงแรง (ช่วงกลางก.พ.-กลางมี.ค. 20) และก็เด้งกลับขึ้นมาแรงเช่นกันหลังจากนั้น เป็น V-Shape กันเลยทีเดียว


ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจยังคงดำดิ่งทิ้งตัวค้นหาจุดต่ำสุดกันยังไม่เจอ แต่ตลาดเชื่อว่าน่าจะสุดแล้วในไตรมาสที่2/20 ที่ผ่านมา ก่อนจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นลักษณะเดียวกันทั่วโลก


ภาพ “เศรษฐกิจ” กับ “ตลาดหุ้น” จึงดูไม่สอดคล้องกันแต่ในฐานะ ‘ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ’ ก็สะท้อนภาพที่กล่าวไปได้เป็นอย่างดี


ในยุค “New Normal” แบบนี้ ‘หุ้น’ ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น แม้ตลาดจะปรับขึ้นมาอย่างเร็วและแรงแล้วก็ตาม โดยมีปัจจัยหนุนหลังที่สำคัญ คือ “QE Forever” และ “ดอกเบี้ยต่ำ” นั่นเอง


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

Unlimited QE”…ไม่จำกัดวงเงิน-ไม่จำกัดเวลา-ยาวิเศษดัน ‘หุ้นทั่วโลกฟื้น’

หากสถานการณ์ไม่คับขันสาหัสจริงๆ คงไม่ได้เห็น “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” ประกาศเข้าแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในปะวัติศาสตร์ ด้วยการใช้ ‘มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในวงเงินไม่จำกัด (Unlimited QE)’ ในปลายเดือนมี.ค. 20 ที่ผ่าน จนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียงหลังจากที่ดำดิ่งทิ้งตัวอย่างรวดเร็วช่วงก่อนหน้าเช่นกัน


“ย้อนอดีตกลับไป QE ถือเป็นยาวิเศษในการกอบกู้วิกฤติของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเข้าไว้ โดย QE1 ใช้ในปี2008 ต่อเนื่องด้วย QE2 ในปี2010 และ QE3 ในปี2012 กินระยะเวลายาวนานกว่า 6 ปี ก่อนที่สหรัฐจะ ‘ยุติมาตรการ QE’ ในปี2014 หลังเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัวพร้อมกับการมาของดอกเบี้ยขาขึ้นหลังจากนั้นในช่วงปี2014 - 2018”

 

 

โดย “สันติ ธนะนิรันดร์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด มองว่า การใช้มาตรการ QE ของ FED ในครั้งนี้ไม่ว่าจะเรียกว่าเป็น QE Forever” หรือ Unlimited QE” ก็ตามแต่ก็ทำให้หุ้นทั่วโลกฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้จะเห็นว่าขนาดงบดุล (Balance Sheet) ของธนาคารกลางสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างชัดเจน สภาพคล่องที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ยังคงทำให้ “หุ้น” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอยู่ แต่บนบริบทของ ‘New Normal’ นั้น หุ้นในกลุ่มที่เป็น ‘New Economy’ กลับได้รับประโยชน์จากวิกฤติ COVID-19 อย่างชัดเจน ต่างกับหุ้นในกลุ่ม ‘Old Economy’ ดังจะเห็นได้ว่าในปีนี้ ‘ตลาดหุ้น NASDAQ’ ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่เรียบร้อยแล้ว มีผลตอบแทนเป็นอันดับ1 ของโลกในปีนี้

 

(สันติ ธนะนิรันดร์)

 

 

“อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 0.55% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ มองในมุมกลับตราสารหนี้ต้องถือว่าแพงเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะดีดกลับขึ้นมาเร็วและแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ใช่ทุกตลาดจะดีเหมือนกันหมดและในระดับราคานี้นักลงทุนก็ยังคง ‘ระมัดระวัง’ การลงทุน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ตลาดไม่ได้ขึ้นมาพร้อมกับ ‘ความโลภ’ ถ้าตลาดขึ้นมาในลักษณะนั้นจะน่ากลัวและมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ได้ แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ดังนั้นการลงทุนระยะยาวในหุ้นยังคงน่าสนใจและสามารถทยอยลงทุนได้ ดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้ P/E ตลาดยังสามารถที่จะปรับขึ้นไปได้อีกเช่นกัน”

 

 

“ดอกเบี้ยขยับขึ้น”...จุดเขย่าตลาดหุ้นโลกระยะ ‘กลาง-ยาว’

ในมุมมองของสันติ ยังมอง “หุ้น” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลับของปีเป็นต้นไป โดยยังให้น้ำหนักการลงทุนใน “ต่างประเทศ” มากกว่าในประเทศทังในส่วนของ ‘หุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้’ ปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้ในไทยลงทุนก็ได้ผลตอบแทนไม่ถึง 1% กันแล้ว การมองหาโอกาสในต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกว่า ในส่วนของ ‘หุ้นไทย’ เองยังดีอยู่ในระยะสั้น-กลาง แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยและความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง สำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป แนะนำให้มีหุ้น 75% ที่เหลืออีก 25% เป็นสินทรัพย์อื่น เช่น REIT/Infrastructure Fund, ตราสารหนี้ หรือทองคำ

 

 

“ในระยะสั้นตลาดหุ้นยังน่าสนใจ จากปัจจัยหนุนเรื่อง QE และดอกเบี้ยต่ำ ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและหลายปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อต่ำ ภาวะดอกเบี้ยต่ำจึงยังจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะ แต่ในระยะถัดไปเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ดอกเบี้ยเริ่มขึ้น หรือเงินเฟ้อเริ่มมา นั่นจะกลายเป็น ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดหุ้นในระยะกลาง-ยาว”


การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง และในยุค ‘New Normal’ หลายๆ อย่างก็ไม่เป็นไปตามตำราสักเท่าไร ตอนประกาศ Unlimited QE ค่าเงินดอลลาร์กลับแข็งค่า ช่วงวิกฤติเคยเชื่อว่า ‘Cash is King’ แต่จังหวะนี้ ‘หุ้น’ กลับเป็นสิ่งที่ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ เพราะดอกเบี้ยต่ำเตี้ยจนยากจะทำใจ อย่าลืมอีกหนึ่งปัจจัยที่เคยเขย่าขวัญตลาดหุ้นมาแล้วในอดีต นั่นคือ ‘การหยุด QE’ นั่นเอง

Share: