กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ชี้ 5 จุดเสี่ยง "บาทแข็ง-หนี้เสีย" 

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี
 

 

โดยประเมินภาพโดยรวม 3 ข่าวดี ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว 2.การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ในประเทศ และ 3.การทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก


สำหรับความเสี่ยงที่ยังกนง.เป็นห่วง 1.โอกาสเกิดการระบาดระลอกที่สอง  2.คงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 3.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบในปีนี้ ซึ่งต้องรอปีหน้ามีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมายตามที่ประเมินไว้ 4.เสถียรภาพระบบการเงินที่ “เปราะบาง” มากขึ้น จากความสามารถชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนที่ลดลง และ 5.ค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูงจากการประชุมครั้งก่อน

 

ขณะที่ในช่วง 2 สัปดาห์ได้กลับมามีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งหลักๆ เป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์อ่อน ซึ่งกนง.ห่วงว่าหากเงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ รวมทั้งให้ประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้กนง.ยังให้ติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งปีนี้มีแนวโน้มติดลบ แต่ปีหน้ามีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมาย ตามราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับสูงขึ้น รวมถึงประสิทธิผลของมาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เพื่อประกอบดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป
 

นายทิตนันท์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภายใต้เศรษฐกิจปัจจุบัน การใช้ดอกเบี้ยนโยบายระดับปัจจุบัน เหมาะสมดีแล้ว ขณะที่สภาพคล่องยังอยู่ระดับสูง ดังนั้นสิ่งที่ยังต้องดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาในระยะข้างหน้า ได้แก่



1.การดำเนินมาตรการการคลังให้ตรงจุด ซึ่งจะเป็นพระเอกช่วยฟื้นเศรษฐกิจโดยรวมอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละภาคเศรษฐกิจด้วย
2. การผลักดันสถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือนและธุรกิจ เพื่อให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น
3. เร่งรัดการให้สินเชื่อเชิงรุกผ่านโครงการ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุดและทันการณ์
4. การสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับรูปแบบการท่าธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย
 

 

“ดอกเบี้ยนโยบายเป็นพระเอกในไตรมาสแรกและไตรมาส 2 แล้ว ซึ่งได้ทำงานสอดประสานกับนโยบายการคลังมาตลอด ตอนนี้พระเอกอยู่ที่มาตรการคลัง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยง การระบาดของโควิดในต่างประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้ามา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงนานไม่ต่ำกว่า 2 ปี ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาสู่ระดับก่อนโควิด” นายทิตนันท์กล่าว



อย่างไรก็ตามด้านการส่งออกสินค้าเริ่มฟื้นตัว แต่ยังอยู่ระดับต่ำ และการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ “ช้า” กว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่มีนักท่องเที่ยวในประเทศฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ด้านอุปสงค์ (ความต้องการ) ในประเทศ “หดตัว” ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ปัญหาการจ้างงานและรายได้ของครัวเรือน ได้รับผลกระทบรุนแรงจากเศรษฐกิจที่หดตัวและจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน

 

“ในระยะข้างหน้ามาตรการภาครัฐจ่าเป็นต้องสนับสนุนการจ้างงาน ส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการด้านการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง”



นายทิตนันท์กล่าวยืนยันว่า กนง.ความพร้อมในการเตรียมเครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กนง.ได้ปรับลดเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งปีนี้ได้ลดเมื่อต้นปี เหลืออยู่ที่ 0.23%ของฐานเงินฝาก จากที่เคยอยู่ระดับ 0.46% เพื่อเปิดทางให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 0.50% ในปัจจุบัน จากก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 0.75%

 

สำหรับกระแสเงินต่างชาติที่ไหลเข้า-ออก แม้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้แนวโน้มติดลบสูง 8.1% นั้น เลขานุการ กนง. กล่าวว่า เป็นผลจากสภาพคล่องสูงของโลก ทำให้เงินไหลเข้ามาทั้งภูมิภาคค่อนข้างมาก รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยนโยบายของไทย ถือว่าต่ำสุดในภูมิภาคนี้แล้ว ส่วนค่าเงินบาที่แข็งขึ้นยืนยันว่าเป็นผลจากดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่ปีนี้จะเห็นประเทศไทยยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ระดับต่ำ  ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้
 

 

สำหรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 กนง.คาดการณ์ตัวเลขออกมาดีกว่าครั้งก่อนหน้า ทั้งนี้ ล่าสุดธปท.คาดการณ์ GDP ไตรมาส 2 นี้ หดตัว 12-13%

Share: