5 อันดับหุ้น SET50 พีอีต่ำ แบงก์กวาดเรียบ!!

หุ้นแบงก์นับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้บริโภคซึ่งเป็นรายย่อยแบบเราๆ ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจ หรือ เราที่เป็นผู้กู้ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ แม้ธนาคารจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบออกมา แต่ธนาคารเองก็ต้องรับความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญจำนวนมากด้วยเช่นกัน ทำให้ต้องตั้งสำรองหนี้ในระดับสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 2/63 ของหลายธนาคารกำไรสุทธิปรับลดลงกว่า 50% ซึ่งผลที่ตามมา คือ ราคาหุ้นถูกเทขายอย่างหนัก กด P/E ลงมาเทรดที่ระดับต่ำ!!


โดยทีมงาน Wealthy Thai ได้สำรวจผ่านเว็บไซต์ SETSMART (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 63) พบว่า หุ้นใน SET50 ที่มี P/E หรือ อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น ต่ำที่สุด 5 อันดับแรก เป็นหุ้นกลุ่มแบงก์ทั้งหมด!!

 

 

Coverage Ratio สูง สะท้อนความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟ เอส เอส อินเตอร์เนอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA บริษัทย่อยของ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นในกลุ่มแบงก์นับว่ารับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส COVID-19 มากที่สุด เพราะเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในฐานะผู้ปล่อยสินเชื่อ โดยวิกฤติหนี้เสียรอบนี้ ประเมินว่ากลุ่มลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายบุคคลจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการล็อคดาวน์ประเทศส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ ต้องหยุดดำเนินการ การค้าขายหยุดชะงัก และเป็นเหตุผลหลักทำให้หนี้เสียทั้งระบบจากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3% จะพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 7% ในช่วงปลายปี 64


แต่นับว่าไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล เมื่อเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งในขณะนั้นหนี้เสียทั้งระบบขึ้นไปสูงสุดถึง 45% และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์อยู่ที่ระดับ 5.3% ขณะที่ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในขณะนั้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 26% และ 72% ตามลำดับ เทียบกับปัจจุบันสูงถึง 117% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งฐานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และมีแนวโน้มว่าธนาคารพาณิชย์จะทยอยเพิ่มการตั้งสำรองเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรับมือกับหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นได้  


อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์จะกลับมาช่วงไตรมาส 4/63 ซึ่งคาดการณ์ว่า SET Index จะกลับมาฟื้นตัว มีโอกาสเห็นระดับ 1,550 จุด เนื่องจากประชาชนเริ่มคุ้นเคยกับสถานการณ์ ส่งผลให้การดำรงชีวิตใกล้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อให้เกิดความต้องการบริโภค  ทั้งนี้ ประเมินธนาคารที่มีการตั้งสำรองในอัตราที่สูงจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว อย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK

 

 

BBL แนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ลดลงต่อเนื่อง

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/63 ของ BBL อยู่ที่ 3.09 พันล้านบาท ลดลง 60% จากไตรมาส 1/63 และลดลง 67% จากไตรมาส 2/62 ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดอย่างมีนัยฯ โดยสาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น(ECL) สูงกว่าคาดไว้ที่ 6 พันล้านบาท (Credit Cost ที่ 1%) มาอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท (Credit Cost ที่ 2.37%) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคตและ NPL ที่เกิดขึ้นในงวดนี้และสูงขึ้นจาก 5 พันล้านบาท (0.97%) ในไตรมาส 1/63 ด้าน IM ใกล้เคียงคาดที่ 2.03% ลดลงจาก 2.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ ภาพรวมกำไรครึ่งแรกปี 63 อยุ่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ลดลง 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นำไปสู่การปรับลดกำไรปี 63 - 64 ลงเฉลี่ย 24% มาอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 46% จากปี 62 และทยอยฟื้นตัวเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท ในปี 64 จากการปรับสมมติฐาน ECL จากเดิม 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปีเป็น 3.3 หมื่นล้านบาทในปี 63 และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2564


ด้านคุณภาพสินทรัพย์คาดถดถอยจากการจัดชั้นลูกหนี้เชิงคุณภาพเข้มงวดขึ้น ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทย แม้คาดจะเห็นการ Write -off ราว 8 พันล้านบาท แต่มูลหนี้ NPL ยังเร่งตัวขึ้น 27% จากไตรมาส 1/63 มาอยู่ที่ 1.08 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วน NPL Ratio อยู่ที่ 4.1% จาก 3.5% ณ สิ้นงวดก่อน โดยสาเหตุหลักมาจาก NPL กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดกลาง คาดยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ทั้งนี้ ธนาคารเชื่อว่าระดับ NPL ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

 

 

แนะนำ “ซื้อ” เพราะ PBV ต่ำ

อ้างอิง GGM (ROE ระยะยาว 6%) ได้ PBV ที่ 0.53 เท่า (เดิม 0.66 เท่า) ให้ FV ปี 63 ที่ 122 บาท ราคามี Upside 12% แนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอ สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น แต่มองว่าราคาลงมาซื้อขายที่ PBV 0.47 เท่า แนะนำ ซื้อ เมื่อราคาอ่อนตัว

Share: