“บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง ‘Term Fund Plus’ เดินเกมรุกอีกครั้ง ขาย 7 – 14 ส.ค. 20 นี้

บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง Term Fund Plus กองทุน Best Seller ซีรีส์ใหม่กลับมาอีกครั้งภายใต้ชื่อ  ‘กอง KFF21B’ หวังบุกสร้างผลตอบแทนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก เปิดขายระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค. 20 นี้

 

นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่เปิดเสนอขาย Term Fund Plus เป็นครั้งแรกในช่วงเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ปิดการขายภายใน 6 ชั่วโมงนับตั้งแต่วันแรกนั้น ถือเป็นการตอกย้ำถึงทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนในยามนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก สถานการณ์การลงทุนในขณะนี้ยังคงมีความผันผวน ดังนั้น การเข้าลงทุนในกองทุนตราสารหนี้โดยเฉพาะตราสารหนี้ต่างประเทศ จึงมีความน่าสนใจในแง่ของโอกาสการรับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก และมีความเสี่ยงต่ำ โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดเสนอขาย ‘กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 2021B (KFF21B)’ ในระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค. 20 คาดหวังผลตอบแทนที่ 1.2% ต่อปี – 1.4% ต่อปี

 

     

 นาวิน อินทรสมบัติ

 

“สำหรับ ‘กอง KFF21B’ ใช้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างบลจ.กสิกรไทย และ Invesco Hong Kong โดยมอบหมายให้ Invesco Hong Kong รับหน้าที่บริหารเงินลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลกโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึง High Yield Bond บางส่วน ผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco Asian Bond Fixed Maturity Fund 2021 – II, Class C(USD)-Acc’ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 70% ของพอร์ต ส่วนบลจ.กสิกรไทย จะรับหน้าที่บริหารเงินลงทุนในเงินฝากต่างประเทศ ได้แก่ เงินฝาก Qatar National Bank (ประเทศกาตาร์), เงินฝาก Bank of China (สาธารณรัฐประชาชนจีน) และเงินฝาก PT Bank Rakyat Indonesia (ประเทศอินโดนีเซีย) ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยงอันอาจเกิดจากความผันผวน”

 

นายนาวินยังกล่าวอีกว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียเริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังจากที่คลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้ผู้ลงทุนแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น (Search for Yield) โดยตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อหุ้นกู้เอกชนเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปทานการออกหุ้นกู้ในเอเชียมีแนวโน้มลดลง ซึ่งแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัท แต่บริษัทที่ออกหุ้นกู้เอกชนระดับที่ลงทุนได้ หรือ Investment Grade ในเอเชียส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลกลาง จึงมีความแข็งแกร่งและมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่ต่ำ อีกทั้งบริษัทได้ดำเนินการลดหนี้สินในช่วงที่ผ่านมาทำให้มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น

 

“นอกจากนี้ หุ้นกู้เอเชียสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ทำให้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป และพร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินตลอดเวลาเพื่อรักษาเสถียรภาพ อย่างไรก็ดี ระดับราคาหุ้นกู้เอเชียสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับลดลง ส่งผลให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น”

 

สำหรับ ‘กอง KFF21B’ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถถือครองหน่วยลงทุนได้เป็นระยะเวลา 1 ปี และมองเห็นโอกาสจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยสามารถเริ่มต้นลงทุนได้เพียง 500 บาท

Share: