ส่องหุ้นรพ.ยักษ์ใหญ่ หลัง BH ประกาศกำไร ลดลง 93.9%

เริ่มทยอยประกาศผลประกอบการต่อเนื่อง สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/63 ล่าสุดโรงพยาบาลยักษ์ใหญ่อย่าง “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” ประกาศกำไรไตรมาส 2 ลดลง 93.9% แต่ในภาพรวมก็ยังไม่ขาดทุน แม้ว่าผู้ป่วยที่เข้ารับบริการจะเป็นผู้ป่วยต่างชาติเป็นส่วนใหญ่  

 

มาดูกันว่า 2 หุ้นโรงพยาบาลที่มีมาร์เก็ตแค็ปสูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล อย่าง BDMS และ BH จะมี Performance เป็นอย่างไร ฝ่าวิกฤติโรคระบาด Covid-19 ไปได้มากน้อยแค่ไหน และในภาวะเช่นนี้ หุ้นโรงพยาบาลยังถือว่าเป็น Defensive Stock อยู่หรือไม่

 

เริ่มจาก BH หรือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดเพิ่งประกาศผลประกอบการออกมา โดยนพ.ชาญวิทย์ ตันติ์พิพัฒน์ รองประธานกรรมการ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ระบุว่า เนื่องจากผลกระทบที่รุนแรงจากการระบาดใหญ่ของโรค COVID-19 ตั้งช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 1/2563 รวมถึงการปิดเมืองในประเทศไทยและการห้ามเดินทางในทุกประเทศทั่วโลก BH รายงานรายได้รวมของไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 2,487 ล้านบาท ลดลง 42.8% จาก 4,348 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2562

 

ซึ่งผลกระทบของโรค COVID-19 นี้ ทำให้กําไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2563 ลดลง 93.9% เป็น 44 ล้านบาท จาก 725 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2562 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ เป็น 1.8% ในไตรมาส 2 ปี 2563 เทียบกับ 16.7% ในไตรมาส 2/2562

 

รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ หดตัวเกือบ 60%

 

ซึ่งในไตรมาส 2/2563 บริษัทมีรายได้จากกิจการโรงพยาบาลจํานวน 2,422 ล้านบาท ลดลง 43.4% จาก 4,279 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2562 โดยหลักเป็นผลจากการลดลงของรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทย และกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติ ในอัตรา 13% และ 58.9% ตามลําดับ เป็นผลให้รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยคิดเป็นสัดส่วน 51.9% จากทั้งหมด ในขณะที่รายได้จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็น 48.1% ในไตรมาส 2/2563 เทียบกับ 33.8% และ 66.2% ตามลําดับในไตรมาส 2/2562

 

พิษ Covid-19 ยังไม่สั่นคลอน BH ภาพรวมธุรกิจยังไม่ขาดทุน!


และสําหรับครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 6,663 ล้านบาท ลดลง 26.6% จาก 9,082 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2562 กําไรสุทธิในครึ่งปีแรกของปี 2563 ลดลง 55.2% เป็น 810 ล้านบาท จาก 1,806 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกปี 2562 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิเป็น 12.2% ในครึ่งปีแรกของปี 2563 เทียบจาก 9.9% ในครึ่งปีแรกของปี 2562

 

ซึ่งในมุมมองนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำถือ BH โดยให้ราคาเป้าหมายทางพื้นฐาน 112 บาท (เดิม 118 บาท) เนื่องจากมองว่ากำไรไตรมาส 2/2563 ต่ำกว่าที่เราและตลาดไว้ โดยผลประกอบการไตรมาส 2/2563 อ่อนแอ โดยมี Core profit 44 ล้านบาท หดตัวแรง -94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) และ -94% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) เนื่องจากรายได้และ EBITDA margin ลดลงมาก ซึ่งต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดไว้มาก

 

รายได้ลดลง -43%YoY และ -41%QoQ เนื่องจากปริมาณคนไข้ในประเทศลดลง -13%YoY ขณะที่ปริมาณคนไข้ต่างชาติ -59%YoY โดยเฉพาะเดือนเม.ย. ซึ่งรายได้จากคนไข้ต่างชาติคิดเป็น 48% ของรายได้ EBITDA margin ลดเป็น 12.9% ในไตรมาส 2/2563 แม้ว่าจะมีโครงการลดต้นทุน & ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ซึ่งในไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 27.1% และในไตรมาส 1/2563 เท่ากับ 29.9% เนื่องจาก BH มีสัดส่วนของต้นทุนคงที่สูง 50-60% ของต้นทุนทั้งหมด ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 1.15 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 ส.ค.63

 

         
อย่างไรก็ตามปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2563-2564 ลง -46% และ -8% สะท้อนรายได้และ EBITDA margin ที่แย่กว่าคาดการณ์เดิม ซึ่งทำให้กำไรสุทธิปี 2563 ลดลง -62% แล้วพลิกฟื้นเป็น +118% ในปี 2564 โรงพยาบาลมีฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็นเงินสดสุทธิ และธุรกิจมีแนวโน้มดี & มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว ลดราคาเป้าหมายทางพื้นฐานเป็น 112 บาท โดยใช้วิธี DCF, WACC 8.4% และ TG 2% (จากเดิม 118 บาท)

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มองว่า BH จัดเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากสุด เนื่องจากรายได้หลักมาจากลูกค้าต่างชาติที่ Fly-in มารับการรักษาโดยตรง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 55% ของรายได้กิจการโรงพยาบาล แม้ในเดือนก.ค. ภาครัฐปลดล็อคให้ชาวต่างชาติเดินทางมารักษาในไทยได้ แต่ขบวนการต่างๆ ในทางปฏิบัติยังทำได้ยาก เนื่องจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ โดยประเทศที่สามารถเดินทางมารักษาในไทยได้สะดวกมีเพียง พม่า ลาว และกัมพูชาเท่านั้น

 

         
เชื่อว่าผลประกอบการของ BH ผ่านจุดเลวร้ายสุด่ในงวด 2Q63 ได้แล้ว โดยในครึ่งปีหลัง คาดหวังการฟื้นตัวหลังผ่อนคลายมาตรการ lock-down และสถานการณ์ในไทยเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกยังไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้งวดไตรมาส 3/2563 จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่จะทยอยเริ่มเดินทางมารับรักษาที่ BH ยังมีน้อยอยู่

         

ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นสัดส่วน 32% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 ทำให้ต้องรอ update สถานการณ์จากการประชุมนักวิเคราะห์ ก่อนทบทวนปรับลดประมาณการและราคาเป้าหมายอีกครั้ง จึงแนะนำให้ ชะลอการลงทุนไปก่อน แม้ว่า BH จะประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกที่หุ้นละ 1.15 บาท XD 19 ส.ค. นี้

 

 

เคจีไอมอง BDMS ยังโดดเด่นสุด และน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ารพ.อื่นในระดับเดียวกัน  

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (มหาชน) มองว่า BDMS มีโอกาสฟื้นตัวได้ต้ังแต่ครึ่งปีหลัง 2563 เป็นต้นไป ธุรกิจหลักของ BDMS น่าจะฟื้นตัวได้จากทั้งสถานการณ์การระบาด Covid-19 ที่ผ่อนคลายลง ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าบางประเทศน่าจะยกเลิกมาตรการควบคุมได้จากสถานการณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการที่ประเทศไทยกลับมาเปิดรับผู้ป่วยต่างชาติอีกครั้งในไตรมาส 4/2563 ซึ่งเราคิดว่า BDMS จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าโรงพยาบาลอื่นในระดับเดียวกัน เนื่องจากการกระจายรายได้ที่ดี โดยมีสัดส่วนจากตะวันออกกลาง 8.7% ทั้งนี้สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ คิดเป็น 29% ของรายได้รวม โดยเป็นรายได้จากผู้ป่วยญี่ปุ่น 2.4% CLMV 2% และจีน 1% ในไตรมาส 1/2563 ดังนั้นนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย ที่ 27.00 บาท โดยเราเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาลในขณะนี้ 

 

ร่วมมือกับ PING AN HELTH บ.ประกันรายใหญ่จากจีน หนุนการเติบโตระยะยาว

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนะนำทยอยซื้อ BDMS ให้ราคาเป้าหมาย 25 บาท โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2563 อ่อนตัวทั้ง YoY และ QoQ ตามรายได้ที่น่าจะลดลง 25-35% YoY และ Margin ที่ลดลงจากมาตรการ Lockdown และปิดการเดินทางระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามความหวังของหุ้นอยู่ที่ครึ่งปีหลัง ซึ่งประเมินว่า BDMS ฟื้นตัวมากขึ้นจาก 1.เป็น High Season ในประเทศ 2.หลายประเทศผ่อนคลาย Lockdown ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติกลับเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ส่วนการปลดล็อคน่านฟ้าช่วงเดือนก.ค. แม้ว่าจะต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะส่งผลดีกับผลประกอบการของ BDMS เนื่องจากผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการ มักจะเป็นโรคที่รักษายาก

 

และ BDMS ยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตระยะยาว จากการจับมือกับ PING AN HELTH บริษัทประกันรายใหญ่จากจีน ซึ่งเรามองบวกต่อดีลดังกล่าว ที่จะช่วยหนุนตลาดเชิงรุกในจีน การขยายฐานลูกค้าและการส่งต่อคนขึ้นจีนมาไทยมากขึ้น โดยผู้ป่วยชาวจีนสามารถเข้ารับการรักษากับเครือ BDMS ได้ทั้ง 49 แห่ง เป็นผลดีต่อรายได้ค่ารักษาระยะยาว ซึ่งคาดว่าเริ่มปลายปีนี้

 

นอกจากนี้ความร่วมมือกับวิริยะประกันภัย ออกผลิตภัณฑ์ Viriyah Healthcare by BDMS ก็ช่วยหนุนการเติบโตของ BDMS ซึ่งแม้ว่าวิกฤติ Covid-19 จะรุนแรง แต่ 2 หุ้นยักษ์ใหญ่ นอกจากผลประกอบการน่าจะไม่ขาดทุนทั้งคู่ ยังได้เปรียบธุรกิจอื่นๆ ในครึ่งปีหลัง ทั้งปัจจัย High Season ช่วงหน้าฝน บวกกับความคืบหน้าของวัคซีน Covid-19 ที่เป็นปัจจัยเฉพาะตัวของกลุ่ม …หุ้นใหญ่ทั้ง 2 จึงทะยานไปได้ต่อ

 

 

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง :

https://www.wealthythai.com/web/contents/WT200500380

https://www.wealthythai.com/web/contents/WT200700177

https://www.wealthythai.com/web/contents/WT200600329

 

Share: