“บลจ.บัวหลวง”...แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน ชู ‘กอง B-CHINE-EQ’ ทางเลือกที่ตอบโจทย์

“บลจ.บัวหลวง”...เชื่อมั่นการเติบโตของหุ้นจีน ชู ‘กอง B-CHINE-EQ’ เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ พร้อมแนะนำนักลงทุนควรเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นจีนมากขึ้นในพอร์ตการลงทุน เหตุจีนจะเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลกในอีก 10 ปี ข้างหน้า


นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า บริษัทแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนหุ้นจีนากขึ้น เนื่องด้วยเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนจีนในหลายอุตสาหกรรมสำหรับอนาคตระยะยาว ตลาดหุ้นจีนน่าสนใจที่จะลงทุน เนื่องจากจีนจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใน 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2030 ตามการคาดการณ์ของอลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) อันจะเป็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญสำหรับนักลงทุน โดยในขณะนี้ ตลาดหุ้นจีนมีหุ้นในหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เทคโนโลยีด้าน 5G/Internet of Things ซึ่งรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมอย่างมาก หรือวัตถุดิบตั้งต้นที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยาและวัคซีน เป็นต้น ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่จดทะเบียนในตลาด A-shares  

 

(พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา)

 

 

“ในขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) ยังไม่ถือว่าสูงมากนัก และราคาหุ้นที่ปรับขึ้นช่วงที่ผ่านมา ก็มีปัจจัยพื้นฐานรองรับมาจากผลการดำเนินงานที่ดี แตกต่างจากปี 2558 ที่มูลค่าหุ้นแพงเกินจริง เพราะผลการดำเนินงานไม่สอดคล้องกับราคา”


นายสันติ ธนะนิรันดร์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีมุมมองต่อตลาดหุ้นจีนที่สอดคล้องกับ AGI ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัท โดยมีความเห็นร่วมกันว่า นักลงทุนควรคว้าโอกาสลงทุนในจีน จากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 

  1. จีนสามารถบริหารจัดการเพื่อนำพาเศรษฐกิจผ่านพ้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดี ส่งผลให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวก่อนประเทศใดๆ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคตมีน้อยกว่าประเทศอื่น ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน เช่น ยกระดับมาตรฐานทางสาธารณสุข การเร่งขึ้นของธุรกรรมออนไลน์ เป็นต้น

 

(สันติ ธนะนิรันดร์)

 

 

  1. ตลาดหุ้นจีนมีเรื่องราวการเติบโตที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม จากการที่จีนเน้นนโยบาย ‘MADE IN CHINA 2025’ หรือการยกระดับศักยภาพของบริษัทโดยมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อทดแทนการนำเข้า และส่งเสริมการบริโภคในประเทศ เช่น หมวดเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค) เครื่องจักรอุตสาหกรรม อุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น 5G/Internet of Things ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนภาคธุรกิจอื่นที่มีมูลค่าสูงก็ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมจีน

  1. ตลาดหลักทรัพย์จีนปรับกฎเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทเข้าไปจดทะเบียนเพื่อการระดมทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น และเปิดเสรีให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในหุ้นจีนกลุ่ม A-Shares ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่ม A-Shares ก็ถูกนำไปคำนวณรวมในดัชนี MSCI Emerging Markets Index ทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ของจีนมากขึ้นในอนาคต


“หากนักลงทุนกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นจีน ‘กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ)’ นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและมีความแตกต่างในตลาด เนื่องจากกองทุนนี้ มีทั้ง AGI เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง  ในการหาโอกาสลงทุนเชิงรุกแบบคัดสรรหุ้นรายตัวประกอบกับอยู่ใกล้ชิดกับตลาด ทั้งยังมีความรู้ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในตลาดจีนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน กองทุนบัวหลวงยังมีทีมงานเฟ้นหาโอกาสเลือกลงทุนหุ้นจีนได้เองควบคู่ไปด้วย ในสัดส่วนไม่เกิน 20% ของ NAV ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทุนทำผลการดำเนินงานได้น่าพอใจในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา”


ปัจจุบัน ‘กอง B-CHINE-EQ’ มีการจัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนผ่านหน่วยลงทุนกองทุน ‘Allianz All China Equity Fund’ และ ‘Allianz China A Shares Equity Fund’ โดยในรอบ 6 เดือน (ก.พ.-ก.ค. 20) ของปีนี้ B-CHINE-EQ ให้ผลตอบแทน 25.24% หรือสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 20.01% และถ้านับระยะเวลา 1 ปี ณ สิ้นเดือนก.ค. 20 ‘กอง B-CHINE-EQ’ ให้ผลตอบแทน 40.92% หรือสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 26.73% 


นายสันติ กล่าวเสริมว่า ในส่วนที่บริษัทลงทุนในหุ้นจีนโดยตรง ที่ผ่านมา ทีมงานมุ่งเน้นการคัดสรรลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน ที่มีการขยายเครือข่ายครอบคลุมหลากหลายธุรกิจสอดคล้องกับธีมการลงทุนของบริษัทในปีนี้ที่ว่า ‘เครือข่ายครอบคลุมสร้างความแข็งแกร่ง บรรษัทแข็งแรงสร้างความยั่งยืน’ ได้แก่ อาลีบาบา ซึ่งเป็นบริษัทอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่ไปลงทุนธุรกิจอื่นๆ เช่น สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีการเงิน และเทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์ เจ้าของแอปพลิเคชัน WeChat ซึ่งเป็น Platform หลักสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์ที่หลากหลาย

Share: