TQM ราคาพุ่ง รับกำไรโต 50% ทุบนิวไฮ ลุยปิดดีลร่วมทุนขยายธุรกิจใน กัมพูชา-ลาว ปีนี้

เป็นหุ้นที่ร้อนแรงตัวหนึ่งในกลุ่มธุรกิจประกันภัย สำหรับบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM แตกต่างจากหุ้นบริษัทประกันภัยตัวอื่นๆ ที่มีมูลค่าการซื้อขายไม่มากนักและราคาหุ้นค่อนข้างทรงๆ ตัว เนื่องจาก TQM ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการเคลมประกันของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเหมือนกับบริษัทประกันภัย โดยดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ TQM ได้กล่าวไว้ว่า ธุรกิจของเราเมื่อเศรษฐกิจดี เราก็เติบโตตามเศรษฐกิจและธุรกิจประกันภัย ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำจากผลกระทบเศรษฐกิจโลก หรืออย่างปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ถือโอกาสของธุรกิจของเราเช่นกัน เพราะคนซื้อจะประกันเพื่อรับความเสี่ยงแทน ขณะเดียวกันคนเริ่มหันมาสนใจประกันสุขภาพมากขึ้น ทำให้เรายังเรายังเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

ส่งให้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561หรือใช้เวลาเพียง 2 ปี ราคาหุ้นปรับขึ้นมากว่า 60% จาก 83.25 บาท โดยราคาปิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ที่ 133.00 บาท ปัจจุบัน TQM มีมูลค่าตามราคาหลักทรัพย์สูงสุดอันดับหนึ่งที่ 39,900 ล้านบาท ขณะที่เปิดตลาดเช้าวันนี้ (11 ส.ค.2563) เมื่อเวลา 10.20 น. ราคาปรับขึ้นไปที่ 140.50  บาท เพิ่มขึ้น 7.50 บาท หรือ 5.64%

 

กำไรครึ่งปีแรกโตนิวไฮ

 

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท ดร.อัญชลิน เปิดเผยว่า จากการเพิ่มขึ้นของยอดประกันภัยเกือบทุกประเภทเติบโตขึ้นในทุกช่องทาง การบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2/2563 จำนวน 122.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นกำไรสุทธิ 0.54 บาทต่อหุ้น ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรก 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 342 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ (New High) คิดเป็นกำไรสุทธิ 0.54 บาทต่อหุ้น

 

ปิดดีลซื้อกิจการในประเทศ-ต่างประเทศ ภายในปีนี้

 

ด้านแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีหลัง ดร.อัญชลิน ระบุว่า มั่นใจว่าจะเติบโตโดดเด่นและแข็งแกร่งมากขึ้นจากครึ่งปีแรก จากแผนงานที่เตรียมไว้ทั้ง Organic Growth และ Inorganic Growth โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุน (M&A) กับประกันภัยในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เบื้องต้นคาดจะสามารถปิดดีลได้ภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าเจรจา M&A ภายในประเทศ 2 บริษัท รวมไปถึงการเตรียมตั้งบริษัทรับเคลมประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ (A&H) รองรับตลาดประกันสุขภาพภายในประเทศที่กำลังเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแนวโน้มอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) รวมถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญในการซื้อประกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งงานด้านบริการแบบครบวงจร

 

เพิ่มพอร์ตประกันคนว่างงาน

 

ทั้งนี้บริษัทยังได้ร่วมมือพันธมิตรคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต่อเนื่อง โดยล่าสุดเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้ง “ประกันสุขภาพ” ต่อยอดความสำเร็จจากประกันสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และประกัน “Unemployment” เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงประกันให้กับกลุ่มคนว่างงาน รวมไปถึงการผนึกความร่วมมือบริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด นำ Big Data มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อนำเสนอประกันภัยบ้านรูปแบบใหม่ได้ตรงความต้องการของลูกค้าอย่างแม่นยำ ต่อยอดการเติบโตช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ให้โดดเด่นและแข็งแกร่งขึ้นจากครึ่งปีแรก

 

เคาะจ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาท

 

นอกจากนี้ดร.อัญชลิน กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 ได้มีมติอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด (งวด 1 ม.ค.- 30 มิ.ย. 2563) จำนวน 1 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 99% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นได้รับสิทธิ (Record date) วันที่ 24 สิงหาคม 2563 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 กันยายน 2563 หลังภาพรวมผลประกอบการครึ่งแรกปี 2563 เติบโตโดดเด่น

Share: