หุ้นนิคมฯ ครึ่งหลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ROJNA กำไร Q2 โตสวนกลุ่มพุ่ง 140.52%

หุ้นนิคมอุตสาหกรรม หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เพราะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจซบเซา ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน นอกจากนี้ยังเป็นเหตุทำให้หลายๆภาคองค์กรธุรกิจได้ล้มหายตายจากไปด้วย ซึ่งช่วงไตรมาส 2/63 ถือเป็นช่วงที่ COVID-19 ระบาดมากที่สุด แล้วผลงานหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


สถานการณ์ของหุ้นกลุ่มนี้ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, และ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA 


แต่เมื่อสำรวจราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 15 พ.ค.ถึงวันที่ 14 ส.ค.63 พบว่า ราคาหุ้นทั้ง 3 หลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น นำโดย WHA ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 14 ส.ค.63 ที่ 3.34 บาท เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 1 ที่ 21.01% ตามด้วย AMATA ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 14 ส.ค.63 ที่ 13.40 บาท เพิ่มขึ้น 7.20% และ ROJNA  ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 14 ส.ค.63 ที่ 4.30 บาท เพิ่มขึ้น 5.39% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา มีรายละเอียดในตารางดังนี้

 

แต่ล่าสุดการรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/63 พบว่า ROJNA  มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น อยู่ที่ระดับ 1,369.94 ล้านบาท เติบโต 140.52% ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกของปีมีกำไรสุทธิระดับ 562.21 ล้านบาท ลดลง 42.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


การเติบโตดังกล่าวมาจากกำไรที่ยังไม่รับรู้ใน GULF กองทุน REIT FLT ที่สิงคโปร์ที่ 1,536 ล้านบาท ผลพวงจากราคาหุ้นและกองทุนฯปรับตัวดีขึ้นระหว่างไตรมาส และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ 45 ล้านบาท เพราะเงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงไตรมาส 2/63 รวมทั้งมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ทางการเงิน 60 ล้านบาท อ้างอิงจากวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยระบุว่า ROJNA ประกาศกำไรสุทธิก้าวกระโดดตามคาด


สาเหตุหลักมาจากกำไรที่ยังไม่รับรู้ใน GULF กองทุน REIT FLT ที่สิงคโปร์ที่ 1,536 ล้านบาท ผลพวงจากราคาหุ้นและกองทุนฯปรับตัวดีขึ้นระหว่างไตรมาส และกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ 45 ล้านบาท เพราะเงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงไตรมาส 2/63 รวมทั้งมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ทางการเงิน 60 ล้านบาท แต่ธุรกิจหลักอ่อนลงไม่ว่าเป็น นิคมฯ หรือ ไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 แต่มีแนวโน้มที่จะทยอยฟื้นตัวตามการกลับมาคลายล็อกดาวน์ แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาพื้นฐาน 4.68 บาท


ส่วน WHA งวดไตรมาส 2/63 รายงานกำไรสุทธิ 542.06 ล้านบาท ลดลง 48.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,051.92 ล้านบาท ส่งผลทำให้ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 641.32 ล้านบาท ลดลง 56%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 1,458.52 ล้านบาท


ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการโอนที่ดินเลื่อนจากมาตรการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงของโรงไฟฟ้า Gheco-One การหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า SPP 3 แห่ง และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในโครงการใหม่ของธุรกิจสาธารณูปโภค

 

 

WHA ความเสี่ยงเริ่มคลี่คลาย

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า WHA ได้งานงานกำไรสุทธิตามที่คาด จึงคงประเมินปี 63 กำไรปกติคาดอยู่ที่ 2.73 พันล้านบาท (-8% YoY) จาก 1.ยอด presale และ transfer ที่ 400 และ 364 ไร่ ตามลำดับ โดยคาดว่าลูกค้าจะเริ่มกลับมาซื้อขายที่ดินในช่วงหลังหลังปี 63 ภายหลังที่ได้รับการสนับสนุน Business Bubble และการเร่งย้ายฐานการผลิตออกจากจีน


นอกจากนี้ยังประเมินว่ายอด transfer ข้างต้น 364 ไร่ นั้นมีความเป็นไปได้ หนุนโดยยอด transfer ครึ่งปีแรกที่ 185 ไร่ และ backlog ณ สิ้นไตรมาส 2/63 ที่ 289 ไร่ และ 2.คาดรับรู้รายได้ และส่วนแบ่งกำไรจากการขายทรัพย์เข้ากอง WHART และ HREIT เป็นปกติไตรมาส 4/63 ประมาณ 2.38 พันล้านบาท


จึงแนะนำ "BUY" ราคาเป้าหมาย 3.80 บาท/หุ้น โดยประเมินว่าความเสี่ยงในการดำเนินงานปี 63 เริ่มคลี่คลาย, แนวโน้มยอด presale และ transfer ที่จะกลับมาดีขึ้นในครึ่งหลังปี 63 และต่อเนื่องไปปี 64 รวมทั้งโอกาสที่ต้นทุนทางการเงินจะถูกปรับขึ้นต่ำภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่บริษัทได้ถูกปรับลด credit rating 

 

 

AMATA กำไรหาย 48.3%

ขณะที่ AMATA รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 215.43 ล้านบาท ลดลง 48.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน2 เป็นผลมาจกการรับรู้รายได้จากการขายที่ดิน และรายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภคที่ลดลง ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปี 63 รายงานกำไรสุทธิ 437.90 ล้านบาท ลดลง 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 693.30 ล้านบาท


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ได้ประเมิน AMATA โดยระบุว่า คาดไตรมาส 2/63 จะรายงานกำไรสุทธิ 208 ล้านบาท (-50%YoY และ -6%QoQ) หลังการโอนชะลอตัว จากมาตรการล็อกดาวน์เมือง คาดสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศที่คลี่คลาย จะช่วยให้การโอนและยอด Presales ดีขึ้นในครึ่งหลัง 2563


โดยคาดว่าไตรมาส 2/63 จะเป็นไตรมาสที่มีกำไรสุทธิต่ำสุดของปี 2563 หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้การเดินทางมาเยี่ยมชมและกระบวนการโอนติดชะงัก อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลาย ทำให้ภาครัฐฯอาจพิจารณา Travel Bubble สำหรับกลุ่มนักลงทุน ซึ่งจะทำให้การโอนในช่วงที่เหลือฟื้นตัว โดยเราคาดว่าการโอนจะโดดเด่นสุดในช่วง ไตรมาส 4/63 ประกอบแผนการเพิ่มทุนเพื่อลงทุนใน YASEC ซึ่งมองว่าจะเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนรายได้ให้บริษัทในอนาคต  คงคำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 16.60 บาท

 

 

Share: