The Conversation EP.20 วัดดวงไตรมาส 3 เศรษฐกิจกระเตื้อง มีแค่ "เราเที่ยวด้วยกัน” เครื่องยนต์อื่นฟุบ

แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะผ่านจุดตกต่ำเป็นประวัติการณ์ จากพิษการแพร่ระบาดโควิดแล้ว แต่สถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงอยู่ จากแรงกดดันของการแพร่ระบาดในต่างประเทศ ถึงจะมีข่าวเร่งคิดค้นวัคซีนออกมาใช้ได้ก็ตาม  ภาพการพื้นตัวยังคงเห็นเลือนลาง เพราะทั้งภาคธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่ ได้รับบาดเจ็บกันจำนวนมาก จากมาตรการล็อคดาวน์ประเทศในช่วงครึ่งปีแรก


สัญญาณเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เหลือเครื่องยนต์ใด ที่สามารถเดินเครื่องได้บ้างในโลก New Normal หลังโควิด-19  และภาพบรรยากาศความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ระดับใด และการฟื้นตัวจากพิษบาดแผลโควิด-19 ไหวหรือไม่ ยังเห็นเป็นภาพที่เลือนลางไม่ชัดเจนเหมือนครึ่งปีแรกหรือไม่ อย่างไร มาฟังการวิเคราะห์ของดร. พชรพจน์  นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB)


เขาฟันธงก่อนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปีนี้ “ไม่ได้ดีขึ้นมาก” จากไตรมาส 2 แม้ว่าจะมีการคลายล็อคมาตรการแล้วก็ตาม

 

 

ส่งออก-ท่องเที่ยว “ลงลึก”อยู่

เนื่องจากเครื่องยนต์หลักๆ ภาคส่งออกและท่องเที่ยว ยังเห็นความต้องการในต่างประเทศยังค่อนข้างไม่ดีนัก จึงยังส่งผลต่อภาคส่งออกยังไม่มีสัญญาณกระเตื้องขึ้นโดยจะเห็นตัวเลขสินค้าเกี่ยวเนื่องรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยังติดลบต่อเนื่องมากพอสมควร หลังจากไตรมาส 2 ติดลบ 2 หลัก ทั้งนี้ภาคส่งออกครึ่งปีแรก ติดลบ 7.09%


ด้านภาคท่องเที่ยว จะมีเพียงมาตรการ“เราเที่ยวด้วยกัน” เท่านั้น ซึ่งจากการติดตามข้อมูลการเดินทาง พบว่า คนไทยเริ่มออกเดินทางกันมากขึ้นก็จริง  แต่อัตราการเข้าพักโรงแรมยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดค่อนข้างมาก  หรือมีอัตราเข้าพักเพียง  20% หรือ 1ใน 5 ของช่วงปกติด้วยซ้ำ และคนใช้เส้นทางเดินทางในระยะใกล้ๆ เช่น ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โคราช กาญจนบุรี โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย คงไม่สามารถทดแทนรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงกว่า 9 แสนล้านบาทได้หมด


ทั้งนี้ ศูนย์วิจัย COMPASS  ธนาคารกรุงไทย คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศประมาณ 3.6-6.7 หมื่นล้านบาท


“แต่ก็ต้องดูในช่วงที่เหลือ จะมีคนใช้สิทธิเราเที่ยวด้วยกันเยอะขึ้นหรือไม่  และไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะมีการเร่งกระตุ้นอย่างไร หรือหากมีการใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน  จะมีการขยายจนถึงสิ้นปีนี้หรือไม่จากปัจจุบันมาตรการนี้หมดเดือนตุลาคมนี้”


อย่างไรก็ตาม ด้านการใช้จ่ายในประเทศ หากดูระดับจุลภาค ”รายจังหวัด” มองว่าร้านค้าเล็กๆร้านอาหารกลับมาค้าขายได้ปกติ แต่ภาพใหญ่ระดับประเทศ GDP ยังขับเคลื่อนด้วยธุรกิจใหญ่ และเอสเอ็มอี ที่ยังมีปัญหาอยู่มาก ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนยังประหยัดการใช้จ่ายอยู่ ซึ่งคงย้ำภาพรวมของเศรษฐกิจยังไม่กลับมาปกติ

 

 

GDP ไตรมาส 3 กระเตื้อง

ดร.พชรพจน์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ที่เห็นแรงขับเคลื่อนของภาครัฐ คือ มาตรการเราเที่ยวด้วยกัน  และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการต่างๆ ที่มีกรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ส่วนการใช้จ่ายภาคเอกชนเริ่มมีการใช้จ่ายใกล้ปกติ หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา แต่สิ่งที่ไม่ปกติ คือ การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ของชิ้นใหญ่ๆ โดยการซื้อสินค้าคงทนยังอยู่ระดับต่ำ แต่สินค้าไม่คงทน กลับมาใกล้ปกติแล้ว


ทั้งนี้ เมื่อต้น ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา ครม. ได้อนุมัติโครงการรอบแรกตามที่สภาพัฒน์เสนอเข้ามา  จำนวน 186 โครงการ วงเงินรวม 2.9 หมื่นล้านบาท  โดยมีมติเห็นชอบให้เบิกจ่ายได้ก่อน 5 โครงการ วงเงิน 15,520 ล้านบาท 


“ผมมองว่าไตรมาส 3  มีเพียงมาตรการท่องเที่ยวที่จับต้องได้ ส่วนมาตรการ 4 แสนล้านบาท เน้นไปที่โครงการเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการที่รองรับชุมชน เพื่อสร้างงาน แต่ในแง่การกระจายเงินยัง “ไม่ค่อยเห็นผล” มากนัก  จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2  โดย GDP อาจติดลบอยู่ 1 digi ปลายๆ จนถึง 2 หลักต้นๆ”

 

 

แก้ปม ”คนมีเงิน” ให้ใช้จ่าย

ดร.พชรพจน์ กล่าวว่า เนื่องจากความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้นในปีนี้ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก เพราะฉะนั้น จากนี้ไป ก็ยังคงเห็นคนใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจใหม่ คือ ทำอย่างไรให้ “คนที่มีกำลังซื้อ” มีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไว้ได้แล้วและเรียกความเชื่อมั่นมาได้ประมาณ 2-3 เดือนก่อนหน้า (ตั้งแต่พ.ค.-ก.ค.)


“ขณะที่เวลานี้มีเพียงรัฐบาลที่ใช้เงินไปได้เพียงนิดๆหน่อยๆ ซึ่งไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ จะต้องทำอย่างไรให้คนกล้าใช้จ่าย ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลจะต้องรักษาระดับความเชื่อมั่นให้ไม่ตก ไปอีกราว 2-3 เดือน หรือช่วงไตรมาส 4 น่าจะทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่า จะไม่เกิดล็อคดาวน์อีกแล้ว ซึ่งจะทำให้เห็นคนหันมาใช้จ่ายดีขึ้น และส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ติดลบน้อยลงเพียง 1 digi ได้ แต่ถ้าดูสถานการณ์โควิดในต่างประเทศที่ยังกดดันไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้นกว่านี้ได้ ”


ดร.พชรพจน์ กล่าวว่า ศูนย์วิจัย COMPASS เตรียมจะปรับคาดการณ์ GDP ปี 2563 เนื่องจากจะปรับลดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดิมคาดไว้สูง 8 ล้านคน ซึ่งจะปรับลดลงมาใกล้เคียงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดไว้ที่ระดับ 6.8 ล้านคน ทั้งนี้ คาดการณ์ล่าสุด  GDP อยู่ที่ระดับ  -8.8% ภาคส่งออกติดลบ 13-14%

 

เศรษฐกิจไม่ฟื้น-ธุรกิจไม่กู้-หนี้ค้ำคอ

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ดร.พชรพจน์กล่าวว่า เวลานี้ดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก เพราะปัญหาอยู่ที่ไม่มีใครกล้ามาขอสินเชื่อ เพื่อไปทำธุรกิจในสภาวะที่ไม่แน่นอน ซึ่งมีความเสี่ยงที่รับไม่ไหว ในด้านผู้บริโภคไม่มีใครอยากซื้อบ้านซื้อรถ  เพราะฉะนั้น นโยบายดอกเบี้ย ไม่ใช่ประเด็นหลักทำแล้ว โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 0.50%


ด้านคนว่างงาน ดร.พชรพจน์ กล่าวว่า ธุรกิจเดินเครื่องราว 30-50%ของกำลังการผลิตในช่วงภาวะปกติ  ทำให้การจ้างงานลดลงกว่าเดิม ยกตัวอย่างกรณีโรงแรมบางแห่ง พยายามบริหารจัดการภายในและรักษาพนักงานให้ได้มากที่สุด ซึ่งปีนี้ยังเห็นผู้ประกอบการใช้วิธีนี้ บริหารจัดการพนักงาน โดยจ้างกะชั่วโมง”ลดลง” เพื่อให้คนงานทุกคนยังมีงานทำ แม้รายได้น้อยลงก็ตาม


“แต่ไม่กล้าปลดคนงานออกหมด เพราะไม่แน่ใจว่า เศรษฐกิจดีขึ้นมาจริง จะได้คนของตัวเองกลับมาทำงานหรือไม่ ดังนั้น จะต้องดูปัญหาแรงงานในช่วงไตรมาส  1 ปีหน้า หากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องวัคซีน เกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นจุดที่น่าห่วง เพราะวันนี้ หอการค้าประเมินว่า SME หนได้แค่ 6 เดือน (ประมาณปลายปีนี้) ส่วนธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ก็ทนได้ราว 1 ปี ที่แรงงานยังได้รับการจ้างงานอยู่  ราวเดือนมี.ค.-เม.ย. ปีหน้า จะเห็นภาพชัดเจนว่าเป็นอย่างไร“ ดร.พชรพจน์ กล่าว


พร้อมกับทิ้งท้ายอีกปมที่น่าห่วง คือ มาตรการพักชำระหนี้ที่ทยอยจะหมดลง ซึ่งธปท. จะออกกฎกติกาหรือมาตรการกลางสำหรับสถาบันการเงินจะช่วยลูกหนี้ ออกมาเป็นอย่างไร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ต่อเนื่อง ซึ่งต้องติดตามดูหลายธนาคารที่พักลูกหนี้ จะเผชิญภาวะยากลำบากกับการเสียเวลาเลี้ยงลูกหนี้ที่ไปต่อไม่ไหม  หากเร่งจัดการให้ชัดเจน จะลดต้นทุนได้อีกมาก


และนี่คือมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ “ดร.พชรพจน์”จากธนาคารกรุงไทย ที่วิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งจะต้องตีโจทย์ภายใต้ “ความไม่แน่นอนสูง”บนโลกหลังโควิด-19 โดยเฉพาะวัคซีนจะมาตามนัดหรือคาดหวังไม่ได้  และจะบริหารความเสี่ยงนี้อย่างไรให้ดีที่สุดเพื่อความอยู่รอด

Share: