10 บริษัทกำไรสุทธิ Q2/63 สูงสุดในตลาดหุ้นไทย PTT พลิกทำกำไรทวงแชมป์

ช่วงที่ผ่านมา Wealthy Thai ทยอยรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/63 ของหุ้นแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง วันนี้เลยนำข้อมูลผลประกอบการของหุ้นทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจัดอันดับให้ดูกัน ว่าบริษัทไหนจะมีกำไรสุทธิมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และจะเป็นหุ้นในดวงใจของแฟนเพจหรือไม่…มาดูกันค่ะ

 

(ที่มา : SETSMART)



PTT ไตรมาส 2/63 พลิกกลับมาทำกำไร

โดยอันดับ 1 คือ PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 350,409.18 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 12,053.29 ล้านบาท ที่พลิกกลับมามีกำไรและครองแชมป์บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง หลังจากไตรมาส 1/63 ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงรุนแรงทำให้มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งไตรมาส 2/63 ความต้องการใช้น้ำมันดิบเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ฟื้นตัว หลังจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กำไรสุทธิกลับมาฟื้นตัวแม้จะลดลง 53.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม


บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองแนวโน้มธุรกิจหลักของ PTT จะฟื้นตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากหดตัวค่อนข้างรุนแรงในครึ่งปีแรกปี 63 จากผลกระทบ COVID-19 ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 40-45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบกับเฉลี่ย 40.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งปีแรก) โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันฟื้นตัวและความร่วมมือของ OPEC ในการลดกำลังผลิต, 2. ค่าการกลั่นฟื้นตัวในไตรมาส 4/63 จากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้ความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคสูงขึ้น ส่งผลบวกต่อ Market GRM ของกลุ่มฯ โดยคาดที่ 0.6-1.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 3/63 (ลดลงจากไตรมาส 2/63 ที่ 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จาก Crude Premium ที่สูงขึ้น) และคาดเพิ่มเป็น 2.5-2.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 4/63


3. ความต้องการก๊าซสูงขึ้น HoH (โดยคาดทั้งปีลดลง 6-11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับลดลง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในครึ่งแรกปี 63) ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นโดยเฉพาะความต้องการใช้ก๊าซจากภาคไฟฟ้า ทั้งนี้ คาด U. rate ของโรงแยกก๊าซจะปรับตัวสูงขึ้นที่ 87-91% ในไตรมาส 3/63 และ 90-94% ในไตรมาส 4/63 และ 4. ปิโตรเคมีในกลุ่มโอเลฟินส์ดีขึ้น จากความต้องการสูงขึ้นในกลุ่ม Food Packaging และ Medical Products อย่างไรก็ดี PTT มองลบต่อสายอะโรเมติกส์จากความต้องการต่อ PX อ่อนตัวในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งหุ่ม ประกอบกับมี Supply ใหม่จากจีนในช่วงปลายปี


ทั้งนี้  PTT ยังมุ่งเน้นการเติบโตควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ด้วยฐานะการเงินแข็งแกร่งจากเงินสดในมือ รวมถึงเงินลงทุน 3.6 แสนลบ. และมีอัตราส่วน Net IBD/E เพียง 0.3x ทำให้กลุ่ม PTT ยังมีศักยภาพลงทุนขยายธุรกิจใหม่ๆ อีกมาก โดยธุรกิจที่จะมุ่งเน้นคือการขยายธุรกิจ LNG Portfolio ให้ครอบคลุมมากขึ้นโดยเฉพาะการขยายไปยังต่างประเทศและมองหาธุรกิจเกี่ยวเนื่องเพื่อต่อยอดฐานธุรกิจเดิม รวมถึงการขยายธุรกิจ Renewables และธุรกิจใหม่ๆ เช่น Storage/Grid network, EV, Smart energy platform, Advanced Materials, และ Logistics เป็นต้น  ส่วนธุรกิจเดิม PTT จะมุ่งเน้นเพิ่ม Synergy ระหว่างกันโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้นรองรับมาร์จิ้นที่มีแนวโน้มแคบลง   ทั้งนี้ PTT มีแผนลด OPEX ของทั้งกลุ่มให้ได้ 2.1 หมื่นลบ. ในปีนี้ 


บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ปรับประมาณการกำไรลดลง เนื่องจากกำไรครึ่งแรกปี 63 ทำได้เพียง 1.05 หมื่นลบ. ลดลง 81% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นเพียง 16% ของประมาณการเดิม โดยสาเหตุหลักมาจากความต้องการก๊าซและธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่อ่อนแอ จึงปรับประมาณการกำไรปี 63 และ 64  ลดลง 18% และ 19% เป็น 5.3 หมื่นลบ. และ 6.9 หมื่นลบ. ตามลำดับ   อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรครึ่งหลังของปีจะดีกว่าครึ่งแรกอย่างมากทั้งจากความต้องการก๊าซที่สูงขึ้น, ยอดขายค้าปลีกน้ำมันและมาร์จิ้นฟื้นตัว, และน่าจะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันเข้ามาช่วย

 

 

คาดปันผล-ไอพีโอ OR หนุนราคาหุ้นท้ายปี

พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายของ PTT ด้วยวิธี SOTP ลงเป็น 38 บ. โดยสาเหตุหลักมาจากการปรับลดประมาณการกำไรของธุรกิจก๊าซ แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะไม่มี Upside แต่คงแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่า PTT มีการกระจายตัวของธุรกิจที่ดี โดยหากในช่วงใดที่ธุรกิจใดอ่อนแอก็จะมีธุรกิจอื่นชดเชยได้  นอกจากนั้น อัตราเงินปันผลยังน่าสนใจที่ราว 4% และคาดการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 63 (ปีที่แล้วประกาศในเดือน ก.ย.) จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น รวมถึงมีประเด็นบวกช่วงท้ายปีจากการทำ IPO หุ้น OR



แม้ไตรมาส 2/63 PTT จะกลับมาทวงแชมป์บริษัทที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังที่ต้องติดตาม ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน

Share: