การลงทุนที่ได้ “ผลตอบแทนสูง” แต่ ‘ปราศจากความเสี่ยง’ ...ไม่มีในโลก!!!

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย เชื่อหรือไหมครับว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากที่หลงเชื่อ “กลโกงการลงทุน (Investment Fraud)” ซึ่งดำเนินการโดยบุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งเน้นการหลอกลวงชวนเชื่อ และโน้มน้าวชักจูงให้มาลงทุนร่วมกัน โดยอ้างว่า เป็นการใช้เงินทำงานแทนตัวเอง


“ในปฏิบัติการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงๆ สร้างวิมานบนอากาศ จนทำให้ ‘ความโลภบังตา’ ลืมนึกถึงเรื่องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนไปจนหมดสิ้น ทั้งที่แท้จริงแล้ว ปฏิบัติการลงทุนรูปแบบนี้ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่แท้จริงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการเอาเงินของนักลงทุนรายหลังๆ มาจ่ายให้แก่นักลงทุนรุ่นแรกๆ ต่อกันเป็นทอดๆ อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือที่เรียกกันว่า ‘ธุรกิจแชร์ลูกโซ่’ นั่นเอง”


หากย้อนดูประวัติเรื่องกลโกงการลงทุนกลับไปในยุคศตวรรษที่ 18 จะพบว่า คนที่โด่งดังมากๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดแชร์ลูกโซ่ก็คือ “นาย Charles Ponzi” ชาวอิตาเลียนที่อพยพมาหากินในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังถึงขนาดที่ทำให้ชื่อของเขาได้กลายมาเป็นชื่อของปฏิบัติการกลโกงการลงทุนที่ทั่วโลกรู้จัก และเรียกกันว่า “Ponzi Scheme” เลยทีเดียว


โดยธุรกิจกลโกงของนาย Ponzi เกิดขึ้นที่แถบนิวอิงแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากการหลอกลวงนักลงทุนว่า จะนำเงินไปลงทุนทำกำไรจากส่วนต่างราคาของ ‘International Reply Coupon (IRC)’ ซึ่งเป็นคูปองที่ใช้แลกเปลี่ยนแสตมป์ ในการส่งจดหมายตอบกลับในต่างประเทศ ในลักษณะซื้อถูกในประเทศหนึ่ง แล้วไปขายในราคาที่สูงขึ้นในอีกประเทศหนึ่ง (เป็นกลยุทธ์ที่เรียกกันว่า “Arbitrage”) โดยให้คำมั่นสัญญาว่า จะสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนสูงถึง 50% ของเงินลงทุนภายในเวลา 45 วัน และจะได้ผลตอบแทนเท่ากับเงินลงทุนคืนภายในเวลา 3 เดือน ส่งผลให้มีนักลงทุนหลงเชื่อ และสนใจมาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก

 

 

“แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจดังกล่าวกลับเป็นเพียงการนำเงินจากนักลงทุนรายใหม่ มาจ่ายให้แก่นักลงทุนรายเดิมเท่านั้น ไม่ได้มีการลงทุนใน IRC เป็นจำนวนมากแต่อย่างใด ทำให้ภายในเวลา 9 เดือน ธุรกิจของนาย Ponzi ก็ต้องยุติลง นำมาซึ่งความเสียหายแก่นักลงทุนเป็นจำนวนมากในยุคนั้น”


เมื่อเวลาผ่านไป “ธุรกิจแชร์ลูกโซ่” ก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วย ทั้งเปลี่ยนตัวผู้เล่น เปลี่ยนรูปแบบการลงทุน เปลี่ยนสถานที่ มีความซับซ้อนทันสมัยขึ้น และอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้าใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หลักการพื้นฐานก็ยังคงเป็นการล่อลวงให้คนที่มีความฝันที่อยากจะร่ำรวยทางลัดอย่างรวดเร็ว และใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงทุนมาเป็นเหยื่อ


“โดยมีการจัดสัมมนาอบรมชักชวนให้ร่วมลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่สูงเกินจริง (Search for Yield) และเพียงพอที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้ร่วมลงทุนทุกคนอย่างทั่วถึงในระยะเวลาอันสั้นๆ อาจมีการให้เงิน หรือผลตอบแทนเพิ่มเมื่อสามารถชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนด้วยเป็นทอดๆ”


นอกจากนี้ ยังพยายาม ‘สร้างความน่าเชื่อถือ’ โดยอ้างว่า การลงทุนนั้น ‘ไม่มีความเสี่ยง’ และหว่านล้อมด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้รีบตัดสินใจลงทุนก่อนที่จะเสียโอกาส  (Fear of Missing Out) แต่ที่แท้จริงแล้วกลับไม่มีการประกอบธุรกิจใดๆ ที่ให้ผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้างไว้ ตลอดจนไม่มีข้อมูลการลงทุน หรือข้อมูลทางการเงินของธุรกิจแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การจัดคิวเงินโดยการโยกย้ายเงินจากนักลงทุน ‘รายใหม่’ หมุนเวียนมาจ่ายให้แก่นักลงทุน ‘รายเก่า’ ทำแบบนี้เป็นทอดๆ เหมือนกับลูกโซ่ และเมื่อธุรกิจถึงทางตัน ไม่สามารถหานักลงทุนใหม่มาร่วมลงทุนเพิ่มได้ ก็จะไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่ได้กล่าวอ้างนั้น จนในที่สุดธุรกิจก็จะปิดตัวลง และหนีไป


“โดยทั่วไปเหยื่อจะ ‘เริ่มหลงกล’ ด้วยการยอมจ่ายเงินลงทุนในจำนวนน้อยๆ ก่อน และเมื่อเห็นว่าได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจริง ก็จะเกิดความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ก่อนที่จะขยับจำนวนเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงชักชวนคนที่รู้จักมาร่วมลงทุนด้วยขยายต่อกันไปเป็นลูกโซ่ จึงไม่แปลกที่เมื่อเวลาธุรกิจแชร์ลูกโซ่ปิดตัวลง ผลเสียหายที่เกิดขึ้นจึงค่อนข้างสูง และเป็นไปในวงกว้าง นอกจากนี้ ธุรกิจ ‘แชร์ลูกโซ่’ ยังถือเป็นธุรกรรมการเงินนอกระบบที่ผิดกฎหมายประเภทหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม และกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย”


ดังนั้น หากมีใครมาชักชวน หรือโฆษณาชวนเชื่อให้รีบลงทุนในรูปแบบใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่สูงๆ จนฟังดูเกินจริง ก็ควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อน ไม่ต้องรีบ โดยขอให้จำไว้จนขึ้นใจเลยว่า ‘การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง แต่ปราศจากความเสี่ยง’ นั้นไม่มีในโลกหรอกครับ

Share: