10 บจ.ท็อปฟอร์มครึ่งแรกปี 63 กวาดกำไรสุทธิสูงสุดในตลาดหุ้นไทย

ก่อนหน้านี้ Wealthy Thai ได้รายงานบริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ของรอบงบไตรมาส 2/63 ไปแล้ว ครั้งนี้เราจะพานักลงทุนมาดูกันว่ารอบงบการเงินช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 จะมีบริษัทไหนกันบ้างที่มีกำไรสุทธิสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯใน 10 อันดับแรกไปดูกันเลย

 

ตารางแสดงกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 63

หมายเหตุ : รอบงบ AOT ช่วงครึ่งปีแรกของปี 63 ระหว่าง ต.ค.62 - มี.ค.63

 

เป็นที่ฮือฮา เพราะบริษัทที่รายงานกำไรสุทธิมากสุดของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 พบว่าเป็นของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่แซงแชมป์เก่าอย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 ทาง SCC มีกำไรสุทธิ 16,355 ล้านบาท ลดลง 13% จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 62 ที่อยู่อันดับ 6 ด้วยตัวเลขกำไรสุทธิในช่วงเวลานั้นอยู่ที่ระดับ 18,705 ล้านบาท ส่วนแชมป์เก่าอย่าง PTT ตกมาอยู่อันดับ 6 ด้วยกำไรสุทธิ 10,498.93 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 55,250 ล้านบาท

 

ตารางแสดงกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 62

ที่มา : SETSMART

 

สำหรับ SCC ที่รายงานครึ่งปีแรกของปี 2563 มีกำไรสุทธิ 16,355 ล้านบาท จนขึ้นเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิเป็นอันดับ 1 ของตลาดหุ้นไทยนั้น แต่ตัวเลขดังกล่าวลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลงในไตรมาส 1/2563 อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) อยู่ที่ 91,003 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของยอดขายรวม

 

ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 208,806.73 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายในงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 อยู่ที่ 201,751 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยครึ่งปีแรกของปี 2563 ธุรกิจแพ็คเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านส่วนธุรกิจเคมิคอลส์งวดครึ่งปีแรกมีรายได้จากการขาย 73,087 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างงวดครึ่งปีแรกของปี 2563 มีรายได้จากการขาย 88,751 ล้านบาท ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

                 

                 

หุ้น SCC ยังมีประเด็นบวกรออยู่ จากการทำ IPO หุ้น SCGP ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตสูงผ่านการทำ M&A และการปรับโครงสร้างการเงินจะช่วยให้ต้นทุนการเงินลดลงอีก อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับให้คำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” โดยให้ราคาเป้าหมาย 402 บาท/หุ้น

                 

ทั้งนี้ยังระบุว่าอีกว่า คาดกำไรไตรมาส 3/63 จะเติบโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยฐานเปรียบเทียบในไตรมาส 3/62 ที่ต่ำเพียง 6.2 พันล้านบาท แรงหนุนหลักจะมาจากกำไรจากธุรกิจเคมิคอลส์เติบโตขึ้นอีก เพราะส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเติบโตต่อในไตรมาส 3/63 จนถึงปัจจุบัน (HDPE-Naphtha $500/ตัน (2Q63 : $486), PP-Naphtha $606/ตัน (2Q63 : $601)) ประกอบกับการฟื้นตัวของปริมาณขายของธุรกิจแพคเกจจิ้ง หลังจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19

 

นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนจาก SCGP หลังจาก Filing ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อปลายเดือน พ.ค. ปัจจุบัน SCGP อยู่ระหว่างการพูดคุยกับนักลงทุนประเภท Cornerstone โดยหากเรียบร้อย คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการขายต่อไป ทั้งนี้มีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจของ SCGP ที่คาดว่ากำไรจะเติบโตสูงใน 1-2 ปีข้างหน้าทั้งจากการทำ M&A ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการซื้อหุ้น SOVI (บริษัทแพคเกจจิ้งในเวียดนาม) และโครงการขยายกำลังการผลิตทั้งในไทยและอาเซียน นอกจากนั้นการทำ IPO ยังจะช่วยให้ต้นทุนการเงินลดลงทั้งจากการคืนหนี้ระยะสั้นให้กับธนาคาร และ SCGP มีแผนจัดหาเงินกู้ด้วยตนเอง (เช่นการออกหุ้นกู้) จากเดิมที่ใช้เงินกู้ยืมจาก SCC

 

ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ขาย เป็น ถือ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 388 บาท โดยคงประมาณการปี 2563 (ปรับ chemical spread ขึ้น ซึ่งชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายในการปิดซ่อมใหญ่) และปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้นอีก 21.1% เนื่องจากปรับสมมติฐานของธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยปรับspread ของ HDPE ขึ้นอีก 25% เป็น 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน และปรับ spread ของ PP ขึ้นอีก 1.6% เป็น 570เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากพบว่า spread ของ HPDE มีแนวโน้มทรงตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับต่ำกว่า 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน

Share: