“ปัจจัย ESG”…กับ ‘ผลการดำเนินงาน’ ทางการเงินมีความสัมพันธ์กันใน ‘เชิงบวก’!!!

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกการลงทุน นักลงทุนต่างต้องแสวงหาผลตอบแทนที่ดี ธุรกิจต่างๆ จึงมุ่งเน้นการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลประกอบการที่ดี โดยบางครั้งอาจละเลยที่จะคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ “สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)” และอาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่สิทธิมนุษยชนจะถูกละเมิดจากการที่ธุรกิจยังคงมุ่งให้ความสำคัญเพียงแค่ผลกำไรระยะสั้น

 

แต่ในปัจจุบัน “นักลงทุนสถาบัน” ส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างรับผิดชอบ โดยเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลกระทบที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ การลงทุนอย่างรับผิดชอบ คือ แนวทางการลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้าน ‘สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)’ ซึ่งรวมถึง ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชน’ ด้วย

 

“นอกจากความถูกต้องในมุมมองด้านศีลธรรมแล้ว การลงทุนอย่างรับผิดชอบยังช่วยให้นักลงทุนสามารถระบุความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนได้ เพราะการนำปัจจัยด้าน ESG มาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุนจะทำให้นักลงทุนสามารถเข้าใจการดำเนินงานของธุรกิจได้ดีขึ้นจากกระบวนการตรวจสอบที่ต้องมีการพิจารณาข้อมูลที่หลากหลาย”

              

การบูรณาการ “ปัจจัย ESG” ในกระบวนการลงทุนไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังมาพร้อมซึ่งโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว จากการศึกษาโดยDeutsche Asset and Wealth Management” พบว่า 62.6% ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทำการศึกษา แสดงให้เห็นว่าปัจจัย ESG กับผลการดำเนินงานทางการเงินมีความสัมพันธ์กันใน ‘เชิงบวก’

 

                   

                                               

โดยการลงทุนอย่างรับผิดชอบมีแนวทางที่หลากหลายให้นักลงทุนสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมเช่น การถอนการลงทุน (Divestment) โดยเลือกจากรายชื่อธุรกิจที่จะไม่ลงทุน (Exclusion List) การใช้สิทธิลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้น (Proxy Voting) โดยนำปัจจัย ESG มาพิจารณาร่วมด้วยการบูรณาการปัจจัย ESG ในกระบวนการลงทุน หรือการเข้าหารือกับบริษัทที่ลงทุน (Engagement) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือปัจจัย ESG อื่นๆ เป็นต้น

 

“อีกปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือปัจจัยด้าน ‘สิทธิมนุษยชน’ องค์กรภาคธุรกิจหลายแห่งยังคงพบปัญหาในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทำลายวิถีชีวิตของชุมชนรวมไปถึงการบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ อ้างอิงจากข้อมูลของ ‘องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization; ILO)’ มีแรงงานเกือบ 21 ล้านคนทั่วโลก ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน”

 

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ยังคงดำเนินอยู่ ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรที่ได้มีการออกกฎหมายว่าด้วย “แรงงานทาสสมัยใหม่ (Modern Slavery Act)” กำหนดให้บริษัทและคู่ค้า (Supply Chain) ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 35 ล้านปอนด์ ต้องจัดทำแถลงการณ์ในทุกปีงบประมาณ โดยรายงานว่าในทุกขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องไม่มีประเด็นเรื่อง ‘แรงงานทาส’ และ ‘การค้ามนุษย์’ เกิดขึ้น

 

“กฎหมายฉบับใหม่นี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ให้นักลงทุนนำมาใช้เพื่อหารือร่วมกับบริษัท (Engagement) และการออกกฎหมายดังกล่าวทำให้นักลงทุนตระหนักถึงประเด็นเรื่องแรงงานทาสว่าจะมีผลกระทบต่อบริษัทที่ลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะกระตุ้นบริษัทให้ดำเนินการเชิงรุกในการช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ได้และถ้าบริษัทไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะเกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัท และจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานในที่สุด”

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายด้าน “ความยั่งยืน” รวมถึงด้าน “สิทธิมนุษยชน” คือ ข้อมูลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็น ESG ของบริษัท และการสนับสนุนทางด้านกฎหมายที่เป็นภาคบังคับให้ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม

 

ขณะที่ “นักลงทุนสถาบัน” ควรอยู่แนวหน้าในการที่จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังแต่กำไรของบริษัท แต่ยังมุ่งดูแล “สังคม สิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล (ESG)” ควบคู่ไปด้วยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมของประเทศไทย

………………

Source: www.business-humanrights.org

Share: