ชูธีม “Multi Asset”...เน้นจัดพอร์ตกระจายเสี่ยงเลี่ยงผันผวน!!!

ในช่วง “วิกฤติ COVID-19” ส่งผลกระทบในวงกว้างรวมถึงอุตสาหกรรมกองทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งสินทรัพย์มีการปรับตัวลดลงในภาพรวม

           

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “บลจ.กสิกรไทย” ยังคงมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเป็น ‘บวก’ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทได้เป็นอย่างดี

           

ซึ่งไม่ใช่ทุกบลจ.ในภาวะเช่นนี้ จะมีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิ ซึ่งทางบริษัทเองมั่นใจว่าจะสามารถรักษาการเติบโตในปีนี้ไว้ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมแน่นอน

           

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ ‘บลจ.กสิกรไทย’ มาฝากกัน

 

                     

         

 

“ตลาดกองทุน”...ยังเปิดกว้างสำหรับการมาของกลุ่มทุนใหม่

         

“วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า ในช่วงที่ผ่านมาสินทรัพย์สุทธิของอุตสาหกรรมกองทุนในภาพรวมปรับตัวลดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นผลจากวิกฤติ ‘COVID-19’ โดยลดลงประมาณ 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนั้นประมาณ 3 แสนล้านบาท มาจากการหายไปของการปิด 4 กองทุน ของบางบลจ. ในส่วนของธุรกิจ ‘กองทุนส่วนบุคคล’ ก็มีเงินบางส่วนที่ถูกถอนเงินกลับไป ด้าน ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ เองนั้น ก็มีบริษัทและลูกจ้างบางส่วนที่ไม่สามารถนำส่งเงินได้ แต่หลังวิกฤติ ‘COVID-19’ เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้ามาในธุรกิจกองทุนอีกครั้ง จึงเป็นการสะดุดเพียงชั่วคราวเท่านั้น ความน่าสนใจของธุรกิจกองทุนยังคงมีอยู่และหลังจากนี้น่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาอีก

 

 

    

 

“หลังจากนี้ธุรกิจกองทุนจากนี้ น่าจะมีการเจาะตลาดใหม่มากขึ้น มี ‘ผู้เล่นใหม่’ มากขึ้นจากบลจ.กลุ่มประกัน ซึ่งจะมีช่องทางการเจาะตลาดในกลุ่มใหม่ เช่น ตัวแทนขาย Unit Link, Fintech รวมทั้งการยกร่างพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ซึ่งยังมีความจำเป็นอยู่ จะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจกองทุนเติบโตได้”

 

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ ‘COVID -19’ ในช่วงที่ผ่านมาว่ามีลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนในระยะสั้นยังคงมีอยู่ ประกอบกับผู้ลงทุนยังมีความกังวลต่อสถานการณ์จึงเลือกถือครองกองทุนตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ได้รับผลตอบแทนอย่างจำกัด อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าไทยจะสามารถผลิตวัคซีน 'COVID-19’ ได้เองในปี 2022 ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ลงทุนบริหารพอร์ตโดยการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก (Multi Asset) ผ่านกองทุนแนะนำของบริษัท เพื่อเพิ่มโอกาสรับตอบแทนในระยะยาวภายหลังจากที่สถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย

 

ต้องตอบโจทย์การลงทุนด้วย... ‘การจัดสรรเงินลงทุน’

         

“สุรเดช เกียรติธนากร” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด บอกว่า โครงสร้างเงินลงทุนของนักลงทุนไทยที่ให้น้ำหนักการลงทุนใน ตราสารหนี้ ค่อนข้างมาก ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ จะเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนต้องขยับไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม กองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ (FIF)’ น่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นหลังจากนี้ สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตให้มีประสิทธิภาพควรกระจายลงทุนทั้งในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อสร้างผลตอบแทนในภาวะตลาดที่แตกต่างกันและช่วยลดความผันผวนได้

 

                    

สุรเดช เกียรติธนากร

 

“ทั้งนี้ผู้ลงทุนสามารถแบ่งสัดส่วนของพอร์ตออกเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ซึ่งแนะนำให้มีน้ำหนักมากกว่า 50% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือเป็นพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) เพื่อไปหาผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเองนั่นเอง”

 

โดยบริษัทแนะนำ ‘กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม (K-GINCOME)’ เป็นพอร์ตหลัก ซึ่งมีนโยบายที่เน้นกระจายสินทรัพย์หลากหลายประเภทกว่า 2,500 สินทรัพย์ทั่วโลก ผ่านกลยุทธ์การบริหารที่ยืดหยุ่นและปรับพอร์ตให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดได้

 

 

สำหรับพอร์ตเสริมขอแนะนำ 3 กองทุน ได้แก่

 

-‘กองทุนเปิดเค ไชน่า คอนโทรล โวลาติลิตี้ (K-CCTV)’ ที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีน A-Shares ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นติดอันดับ Top Quartile อย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

-‘กองทุนเปิดเค พอสซิทีฟ เชนจ์ หุ้นทุน (K-CHANGE)’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีอัตราการเติบโตสูง (Growth Stock) และสร้างผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 52.60% ต่อปี สามารถเอาชนะดัชนีชี้วัด MSCI ALL Country World ซึ่งอยู่ที่ 2.88% ต่อปี (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 20)

-‘กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ โปรแอคทีฟ (K-FIXEDPRO)’ ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีระดับ Investment Grade ทั้งไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งหวังผลตอบแทนที่มากกว่ากองทุนตราสารหนี้ทั่วไป

 

ปัจจุบัน “บลจ.กสิกรไทย” มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 1.00 ล้านล้านบาท ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.88 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.68 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดจำแนกตามธุรกิจอยู่ที่ 21.4%, 15.5% และ 15.3% ตามลำดับ โดยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม (ข้อมูลจาก AIMC ณ 31 ก.ค. 20)

 

สำหรับ “บลจ.กสิกรไทย” ลั่น ไม่ขอแค่ AUM เน้นคุณภาพ ประโยชน์ของ ‘ผู้ถือหน่วยลงทุน’ สำคัญ ทำธุรกิจไม่ใช่ทำฟรี เรายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายฝ่าย การเข้ามของ ‘ผู้เล่นใหม่’ เป็นเรื่องที่ดี และเราพร้อมที่จะแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุน

Share: