พบ 6 หุ้น SET 50 สุดแกร่ง กำไรสุทธิกำลังจะเติบโต 6 ปีติดต่อกัน

ภารกิจของบริษัทจดทะเบียน ในการทำกำไรสุทธิให้มีการเติบโต ถือว่ายากแล้ว แต่ทำให้เติบโตติดต่อกัน 5 ปี ยากยิ่งกว่า และถ้าหากทำได้ บริษัทนั้น ๆ ย่อมมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนเลยทีเดียว เพราะแสดงถึงศักยภาพของการดำเนินธุรกิจ แม้ในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจจะซบเซาก็ตาม


วันนี้ Wealthy Thai ก็ได้มีเรื่องราวดี ๆ มาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย โดยจากการสำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียนผ่าน SETSMART พบว่า หุ้นในกลุ่ม SET50 มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกันนั้น มีเพียง 11 หลักทรัพย์เท่านั้น จะมีอะไรกันบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว

ทั้ง 11 หลักทรัพย์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ด้วยการรักษาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกัน แล้วเราสงสัยกันหรือไม่ว่านับจากนี้ แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะเป็นอย่างไร วันนี้ Wealthy Thai ได้นำข้อมูลมาเล่าให้ฟังแล้ว


เริ่มจาก BJC นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรค่อยๆฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี ตามแนวโน้มยอดขายและผลบวกที่จะเห็นมากขึ้นจากความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น การปรับโครงสร้างองค์กร หรือ การนำเสนอสินค้าใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในสถานการณ์ COVID-19


ขณะที่ธุรกิจพื้นที่เช่า แม้เริ่มมีอัตราการเช่าพื้นที่กลับมาใกล้ระดับปกติ แต่คาดต้องใช้เวลาอีกราว 2-3 ไตรมาสถึงจะเห็นการเก็บค่าเช่าในอัตราเดิมได้ ดังนั้น จึงคงกำไรสุทธิปี 63 ที่ 4,200 ล้านบาท ลดลง 42% จากปี 62 ก่อนที่ปี 64 จะฟื้นตัวแรง ที่ 6,600 ล้านบาท เติบโต 57% จากปี 62 คงคำแนะนำ “Trading Buy” ราคาเป้าหมาย 41 บาท


ตามด้วย CPALL โดยมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า 7-11 ในประเทศไทย ยอดขายสาขาเดิมในงวดไตรมาส 3/63 ยังติดลบ เนื่องจากสาขาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อาทิ พัทยา ภูเก็ตกระบี่ และเชียงใหม่ ส่วนธุรกิจค้าส่ง MAKRO ยังเติบโตได้ดี โดยยอดขายสาขาเดิมงวดไตรมาส 3/63 จนถึงขณะนี้ยังบวกเกิน 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะที่ดีล กลุ่ม CP เข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัสในไทยและมาเลเซีย โดย CPALL ถือหุ้นถึง 40% ขณะราคาซื้อค่อนข้างแพงเทียบเท่า PER ถึง 45 เท่าคาดว่าดีลจะแล้วเสร็จภายในครึ่งหลังปี 2563 ซึ่งส่วนแบ่งกำไรจากเทสโก้โลตัสจะเข้ามาน้อยกว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายที่กู้ยืมเงินมาซื้อกิจการในช่วง 2-3 ปีแรก ทำให้กำไรงวดครึ่งหลังปี 2563 มีโอกาสอ่อนตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลให้คาดกำไรสุทธิของ CPALL ในปี 63 จะลดลง 11% จากปี 2562 และจะฟื้นตัวดีขึ้น 8.3% ในปี 64 แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 75 บาท/หุ้น


ต่อมา CPF นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า คาดผลประกอบการจะดีต่อเนื่องในไตรมาส 3/63 เนื่องจากของสถานการณ์ของไข้หวัดหมูที่ยังไม่จบ, การบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำ โดยคาดปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 21,355 ล้านบาท เติบโต 15.70% จากปี 62 แนะนำให้ “ซื้อ” CPF โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 40 บาท


ตามด้วย EA โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ( ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ผลกำไร 6 เดือนคิดเป็น 40% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่ครึ่งหลังปี 63 เป็นช่วงที่ดีของการผลิตไฟฟ้า จึงคงประมาณการไว้ตามเดิม คือคาดปี 63 มีกำไรสุทธิ 6,566 ล้านบาท เติบโต 10.87% จากปี 62 นอกจากนี้ได้ roll-over ไปใช้ราคาเหมาะสมปี 64 ซึ่งได้บรรจุสมมติฐานยอดส่งมอบรถยนต์ EV จำนวน 2,784 คันไว้แล้วคิดเป็นรายได้ 2.7 พันล้านบาท หรือ 15% ของประมาณการรายได้รวมปี 2564 ซึ่งการอิง P/E 25.5 เท่า (เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี หักด้วยความเสี่ยงล่าช้า 15%) ได้ราคาเหมาสมใหม่เพิ่มขึ้น 9% เป็น 47.50 บาท/ หุ้น เมื่อเทียบราคาปัจจุบันจะเห็นว่าไม่น่าดึงดูดนักจนกว่าจะมีประเด็นใหม่ ระหว่างนี้ลดน้ำหนักจาก ซื้อเก็งกำไร เป็น “ถือ”


ขณะที่ GLOBAL โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท โดยคาดกำไรรายไตรมาสจะอยู่ในช่วงขาขึ้น และในไตรมาส 3/63 คาดกำไรจะโตราว 20-25%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดไปทำจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 4/63 หนุนโดยฤดูกาลขายที่กำลังจะเข้ามา และคาดมาริ์จิ้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการบริหาร inventory ที่ดี การเพิ่มสัดส่วนสินค้า house brand ให้ได้ถึง 25% ภายในปี 66 เป็นต้น จึงปรับกำไรปี 63 ขึ้น 7% เป็น 2.3 พันล้านบาท เติบโต 9.89% จากปี 62 และปรับกำไรขึ้น 12% ในปี 64 เป็น 2.7 พันล้านบาท


ส่วน HMPRO นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังมีมุมมองเชิงบวก คาดผลการดำเนินงานกลับมาฟื้นตัวโดย คาดการณ์กำไรสุทธิครึ่งปีหลัง 63 จำนวน 2,346 ล้านบาท เติบโต 6%จากครึ่งปีแรก จากการกลับมาเปิดสาขาครบทุกสาขา มอง SSSG ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก ที่มี SSSG อยู่ที่ -11.8% (1Q2563 = -6.1%, 2Q2563 = -17.0%) คงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 จำนวน 4,556 ล้านบาท ลดลง 26.2% จากปี 62 และคาดกลับมาโตในปี 64 จำนวน 5,741 ล้านบาท แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 17.20 บาท


ด้าน KTC นักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้แนะนำ“ทยอยซื้อ” แต่ปรับลดราคาพื้นฐานลงเหลือ 32.50 บาท โดยปรับประมาณการกำไรปี 63 ลงเหลือ 5 พันล้านบาท ลดลง 8.9% จากสำรองที่คาดว่าจะยังสูงในครึ่งหลังปี 63 และรายได้ที่อาจจะลดลง จากมาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยของ ธปท. ที่จะเริ่มในเดือน ส.ค.


สำหรับ MTC นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ได้แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 64 เท่ากับ 66.00 บาท ด้วยความสามารถในการขยายสินเชื่อที่เติบโตสวนภาวะเศรษฐกิจ พร้อมคุณภาพลูกหนี้ที่ยังแข็งแรง ทั้งนี้การตั้งสำรองที่น้อยกว่าคาดจะเป็น upside ต่อประมาณการของเรา รวมถึง ROE ระยะยาวเฉลี่ยที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 25% เราเลือกเป็น top pick ของกลุ่ม finance โดยคาดปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 5,432 ล้านบาท เติบโต 28.2% จากปี 62


ขณะที่ SAWAD นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 3.85 พันล้านบาท เติบโต 3% จากปี 62 โดยประเมินว่า 1) loan growth ปี 63 เติบโต 13% จากปี 62  ต่ำกว่าเป้าของบริษัทที่เติบโต 20% จากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้นสูง และการปรับลดเพดานดอกเบี้ยลงสำหรับสินเชื่อ Auto backed ตั้งแต่เดือนส.ค. ทำให้บริษัทปรับลด LTV ลง, 2) loan yield จะอยู่ในระดับต่ำที่ 21.1% ลดลงจากปีก่อนที่ 21.3% ซึ่งเป็นผลจากการคำนวณ EIR ใหม่ของลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ และ 3) NPLs จะปรับตัวขึ้นเป็น 5.6% จากปีก่อนที่ 3.8% แนะนำถือ ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 53 บาท


ต่อมา TCAP นักวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ“ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 37 บาท โดย ยังคงประมาณการกำไรปี 63 ของ TCAP ไว้ที่ 7.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.3% จากปี 62  แต่อาจจะลดลงในปี 64 เหลือ 6.5 พันล้านบาท เนื่องจากอาจจะไม่มีกำไรพิเศษเหมือนในปี 63


สุดท้าย TISCO นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ปรับประมาณการลง 10% สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยผลประกอบการครึ่งปีแรก 63 คิดเป็น 45% ของประมาณการกำไรทั้งปี จึงปรับประมาณการกำไรลงจากเดิม10% โดยปรับเพิ่มสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss-ECL) เพื่อสะท้อนถึงโอกาสที่จะเกิดหนี้เสียในอนาคต จึงคาดปี 63 มีกำไรที่ 5,609 ล้านบาท ลดลง 23% จากปี 62 และมองปี 64 จะมีกำไรที่ฟื้นตัวอยู่ที่ 6,453 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15% จากปี 63  ตามภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้น แนะนำ “ทยอยซื้อ” ปรับราคาเป้ าหมายลงอยู่ที่ 86 บาท

 




จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว พบว่าใน SET50 มีบริษัท ที่รายงานกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกัน (ปี 58-62) ทั้งสิ้น 11 หลักทรัพย์ และในจำนวนดังกล่าวพบว่ามี 6 หลักทรัพย์เท่านั้นที่นักวิเคราะห์คาดการณ์จะมีกำไรสุทธิปี 63 เติบโตต่ออีกครั้ง ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์เท่ากับว่าการเติบโตของกำไรสุทธิจะเข้าสู่ปีที่ 6 ทันที แต่อย่างไรก็ตามเป็นเพียงคาดการณ์จากนักวิเคราะห์เท่านั้น เราต้องรอดูตัวเลขที่แท้จริงที่แต่ละบริษัทรายงานออกมาหลังจบสิ้นปี 63 เสียก่อน

Share: