2 หุ้นร้อน! SET 50 ราคาร่วงแรงสุด สวนทางกำไรขาขึ้น

ผ่านไปแล้วกับเดือน สิงหาคม ซึ่งถือเป็นเดือนที่สองของช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีปัญหาต่าง ๆเกิดขึ้นมากมายที่นักลงทุนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว และต่างเฝ้ารอว่าครึ่งปีหลังของปี 63 จะดีกว่าเดิม แต่เมื่อเข้าไปสำรวจดัชนี SET index พบว่าในช่วงเดือนสิงหาคม โดย ณ วันที่ 31 สิงหาคม ปิดที่ 1,310 จุด ลดลง 12.65 จุด หรือลดลง 0.96% จากสิ้นเดือนกรกฎคม ซึ่งทำจุดสูงสุด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ 1,346.69 จุด หลังจากนั้นทำจุดต่ำสุดจนดัชนีหลุด 1,300 จุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ระดับ1,296.79 จุด


ขณะที่ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่ม SET50 ในช่วงเดือนดังกล่าว พบว่ามีเพียง 11 หลักทรัพย์เท่านั้นที่ราคาหุ้นสามารถปิดในแดนบวกได้นำโดย 3 อันดับแรก คือ MINT (+23.08%), AOT (+8.74%) และ SCB  (+8.21%) เมื่อเทียบกับราคาปิดของเดือนก่อนหน้า ส่วนหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากที่สุดในช่วงเดือนดังกล่าว คือ EA และ OSP ตามลำดับ โดย EA ปิดการซื้อขาย ณ สิ้นเดือนสิงหาคมที่ 42 บาท ลดลง 11.11% ส่วน OSP ปิดการซื้อขายที่ 38.75 บาท ลดลง 8.82% จากราคาปิดของเดือนก่อนหน้า


EA ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีการพูดถึงอย่างมาก เพราะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องโครงการ Amita Thailand ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน กำลังผลิต 50 กิกะวัตต์/ชั่วโมง จะเริ่มทดลองผลิตสำหรับระยะที่ 1 ได้ภายในปีนี้  รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า MINE Mobility อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ เพื่อผลิต-ส่งมอบ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนา จำกัด ที่ได้จองสิทธิ์ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 จำนวน 3,500 คัน ขณะที่โครงการเรือไฟฟ้า “MINE SMART FERRY 1” เตรียมพร้อมให้บริการในปีนี้ และล่าสุดก็มีโครงการรถบัสไฟฟ้า ที่เข้าไปถือหุ้นใน บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX อีกด้วย


แต่เมื่อเข้ามาดูผลประกอบการช่วงที่เหลือของปี 2563 พบว่านักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินว่าช่วงไตรมาส 3 รวมทั้งช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ผลงานจะเห็นการฟื้นตัวที่ดี โดยในช่วงไตรมาส 3 จะไม่มีค่าใช้จ่ายแบบไตรมาส 2 แล้ว


“แนวโน้มไตรมาส 3/63 คาดจะฟื้นตัว 20% สู่ระดับปกติ 1,400 ล้านบาท (แบบบวกลบ) เพราะการไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ในลักษณะแบบไตรมาส 2 รวมทั้งภาวะฝนฟ้าคะนองระหว่างไตรมาส เราคาดว่าผลผลิตกระแสไฟฟ้าในภาคใต้จะฟื้นขึ้น ส่วนหน่วยผลิตไบโอดีเซล B100 คาดจะได้อุปสงค์ฟื้นกลับมาอีกด้วยจากการผ่อนคลายล๊อคดาวน์ของประเทศ ซึ่งน่าจะดึงให้ราคา B100 ฟื้นตัว จากที่หดตัวไป -19.9% QoQ ได้ไม่ยาก” บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ


พร้อมทั้งยังรายงานอีกว่า ผลกำไร 6 เดือนคิดเป็น 40% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่ช่วงครึ่งหลังปี 2563 เป็นช่วงที่ดีของการผลิตไฟฟ้า จึงคงประมาณการไว้ตามเดิม โดยประเมินว่าผลประกอบการปี 2563 จะมีกำไรสุทธิจำนวน 6,566 ล้านบาท เติบโต 10.87% จากปี 2562 ส่วนปี 2564 คาดว่าจะเติบโตมาสู่ระดับ 6,959 ล้านบาท


นอกจากนี้ได้ roll-over ไปใช้ราคาเหมาะสมปี 64 ซึ่งได้บรรจุสมมติฐานยอดส่งมอบรถยนต์ EV จำนวน 2,784 คันไว้แล้วคิดเป็นรายได้ 2.7 พันล้านบาท หรือ 15% ของประมาณการรายได้รวมปี 2564 ซึ่งการอิง P/E 25.5 เท่า (เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี หักด้วยความเสี่ยงล่าช้า 15%) ได้ราคาเหมาะสมใหม่เพิ่มขึ้น 9% เป็น 47.50 บาท/ หุ้น เมื่อเทียบราคาปัจจุบันจะเห็นว่าไม่น่าดึงดูดนักจนกว่าจะมีประเด็นใหม่ ระหว่างนี้ลดน้ำหนักจาก ซื้อเก็งกำไร เป็น “ถือ”

 

ความเสี่ยง

ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้กว่า 63% จะเริ่มทยอยหมดการสนับสนุนจากภาครัฐ (ระบบ Adder) ตั้งแต่ปี 2565 และ จะมีนัยสำคัญมากตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป ดังนั้นการหน่วยธุรกิจแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาทดแทนไม่ทัน จะทำให้ผลกำไรตั้งแต่ปี 2567 จะเริ่มเปลี่ยนทิศทางเป็นค่อยๆอ่อนตัวลงมาได้


เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่ได้ประเมินกำไรครึ่งหลังปี 63 จะโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการเข้าสู่ฤดูกาลโรงไฟฟ้าพลังลมและมีโอกาสที่จะได้รับผลบวกจากลมมรสุม ขณะที่ธุรกิจไบโอดีเซลคาดทยอยฟื้นตัวจากการเปิดเมือง ดังนั้นจึงคาดว่าปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 6,448 ล้านบาท เติบโตจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 6,082 ล้านบาท ส่วนปี 64 คาดว่าจะเติบโตมาสู่ระดับ 6,998 ล้านบาท


นอกจากนี้ยังมี upside อีกเล็กน้อยที่ไม่ได้รวมในประมาณการจากธุรกิจใหม่อย่าง Bio-PCM และรถยนต์ EV ส่วน Synergy ระหว่าง NEX และ EA ในธุรกิจรถไฟฟ้า คาดจะยังไม่เห็นผลที่ชัดเจนในระยะสั้น ดังนั้นจึงต้องติดตามต่อไป


“แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงนับตั้งแต่ปรับลดคำแนะนำเป็น “Switch” แต่ผลตอบแทนรวมยังไม่จูงใจให้เข้าลงทุน และถึงแม้ปี 63 กำไรจะเติบโตทำ New High แต่การเติบโตต่อจากนี้ไปขึ้นอยู่กับธุรกิจใหม่ๆที่ EA อยู่ระหว่างการเข้าลงทุนซึ่งยังไม่เห็นการสร้างกำไรที่ชัดเจน จึงเป็น Upside ที่รออยู่”บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว


ขณะที่ OSP ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินการ และอยู่คู่คนไทย มาอย่างยาวนาน โดยผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังภายใต้ ตราสินค้า เช่น เอ็ม-150 ลิโพ เป็นต้น เครื่องดื่มเกลือแร่ และกาแฟพร้อมดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ และทเวลฟ์พลัส รวมทั้งธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า


ในไตรมาส 2/63 กำไรสุทธิอยู่ที่ 804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งบริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังสูงสุดในรอบ 3 ปี เป็น 55.6% โดย เอ็ม-150 ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาด


“เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาน่าจะสะท้อนกำไรที่มีแนวโน้มอ่อนตัวในระยะสั้นแล้วปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักเราปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายเดิมในสิ้นปี 64 ที่ 44.50 บาท” บริษัท หลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ


เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า กำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/63 และการฟื้นตัวเป็นลักษณะ V-Shape ในครึ่งปีหลังจาก Demand ที่ฟื้นตัว การรับรู้กำลังการผลิตส่วนเพิ่มเต็มไตรมาส และภาษีสรรพสามิตสำหรับ Functional Drink ที่ลดลง โดยคาดกำไรปี 63 เติบโต 21% จากปี 62 และเติบโตอีก 13% ในปี 64 โดยครึ่งหลังปี 63 คาดกำไรโตแรงกว่า CBG ขณะที่ราคาหุ้นยัง Laggard และ Valuation ซื้อขายที่ 2021PER ราว 27 เท่า ถูกกว่า CBG ที่ 29 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในดีตที่ 30-35 เท่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 51 บาท

 




ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ยังแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดียวกัน แต่ให้ราคาเป้าหมาย 48 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นจะค่อยๆ ปรับขึ้นจนกว่าสัญญาณบวกอย่างมีนัย ซึ่งคาดจะมาในต้นเดือน ต.ค. ที่ตลาดจะเริ่มมีความมั่นใจถึงกลับมาของกำไรที่จะขยายตัวแบบ double-digit ได้ในไตรในไตรมาส 3/63 ทั้งจากช่วงเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน


ส่วนแผนธุรกิจปี 63 ผู้บริหารยังคงเป้าหมายรายได้และกำไรเติบโต double-digit ในครึ่งปีหลัง 63 โดยเน้นลดต้นทุน-ค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ หลังจากการเพิ่มกำลังการผลิต C-Vitt ยอดขายก็เติบโตเท่าตัวในปี 63 อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากภาษีสรรพสามิต ด้านกลยุทธ์การผลิต โรงงานที่ไทยและพม่าเตรียมพร้อมรองรับอัตราการเติบโตของบริษัทในอนาคต 3-4 ปี และด้วยสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลมากกว่านโยบายที่ไม่ต่ำว่า 60% ได้


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง 63 จะกลับมาเพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิต C-Vitt  และมาร์จิ้นที่คาดจะดีขึ้นหลังโรงงานเมียนมาเริ่มดำเนินงาน ด้านตลาดกลุ่ม Personal care คาดเพิ่มขึ้นจากการพัฒนาสินค้าเน้นมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น ราคาเป้าหมายเป็นปี 64 อยู่ที่ 40 บาท คาด Dividend Yield ปี 63 อยู่ที่ 2.9%  ขณะที่โอกาส คือ การขยายตลาดส่งออก แต่ความเสี่ยง การแข่งขันสูง, ผลกระทบค่าเงิน

Tags:
Share: