ธปท.ชี้เสี่ยงเกิดวิกฤตหนี้รายย่อยฉุดเศรษฐกิจ เจาะลึกคนไทยหนี้ท่วมตัว-หนี้เสีย นำโด่ง “อีสาน”

แบงก์ชาติ เปิดงานวิจัยหนี้ครัวเรือนไทยลุกลามในอนาคต เสี่ยงเกิดวิกฤตหนี้รายย่อยฉุดเศรษฐกิจหลังโควิดฟื้นยาก เผยมาตรการช่วยเหลือแห่ใช้ “เลื่อนจ่าย-ลดค่างวด” หมดสิ้นมิ.ย. แล้ว เป็นห่วง “ภาคอีสาน” อาการหนักมีทั้งสินเขื่อส่วนบุคคล -สินเชื่อบ้าน ส่วนคนกรุง-ปริมณฑล พบเป็นหนี้เสียมาก ระบุคนมีหนี้เสียมากสุดเฉลี่ย 1.7 ล้านบาทจาก6 บัญชี จี้ให้แก้ปัญหาเชิงรุกช่วยลูกหนี้ดีิ-แผนรับมือกรณีเลวร้ายสุด


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้จัดทำบทวิจัยเรื่องเจาะความท้าทายใหม่ของหนี้ครัวเรือนไทยในวิกฤติโควิด-19 จากข้อมูลสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ ว่า


จากภาระหนี้ครัวเรือน กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนกว่าหนึ่งในสามของคนไทย มีภาระหนี้สูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีหนี้นานตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณ และมีหนี้จนแก่ และ 84% ของครัวเรือนก็ยังพึ่งพาหนี้จากสถาบันการเงินกึ่งในระบบและนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง


“ภาระหนี้ที่สูงได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุน และทำให้ครัวเรือนไทยขาดภูมิคุ้มกันต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ วิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีปัญหาในการชำระหนี้ ก็ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางดังกล่าว และทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนมีความท้าทายขึ้นมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงที่จะเกิด second wave และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจไม่รวดเร็วและทั่วถึง “


ธปท.ระบุว่า จากภาระหนี้ครัวเรือนดังกล่าว อาจสุ่มเสี่ยงทำให้ “สถานการณ์บานปลาย” กลายเป็น “วิกฤติหนี้รายย่อย” ซึ่งความท้าทายใหม่นี้สะท้อนถึงความสำคัญของข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกถึงปัญหาของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบในวงกว้าง


คุณลักษณะของบัญชีและผู้กู้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมากว่า 8.1 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 70% ของตัวเลขจำนวนบัญชีที่เข้ามาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563)


งานวิจัยครั้งนี้ ได้ศึกษาบนฐานข้อมูลเชิงสถิติจากเครดิตบูโร ที่ครอบคลุมสินเชื่อรายย่อยจากสถาบันการเงิน 102 แห่ง ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 พบว่า สินเชื่อส่วนใหญ่ (59.7%) เข้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธปท. ในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดย 42.4% เข้ามาตรการครบ 3 เดือนในเดือนมิถุนายนแล้ว ขณะเดียวกันก็มีบัญชีกว่า 16.6% ที่เข้ามาตรการแล้ว “ออกไป ก่อนครบ 3 เดือน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรงของสถานการณ์ที่ไม่เท่ากันของผู้กู้แต่ละกลุ่ม


แต่ในเดือนกรกฎาคม เห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมาตรการระยะแรกเริ่มหมดไป เมื่อพิจารณาลักษณะการเข้ามาตรการของบัญชีทั้งหมด พบว่า 70.5% เป็น “การเลื่อนชำระหนี้” ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงการมีปัญหาในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในวงกว้าง ขณะที่ 25.8% เป็นการลดอัตราการชำระ และ 3.7% เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสีย (ปรับโครงสร้างหนี้ หรือคลินิกแก้หนี้)


และยังพบว่า ผู้กู้ส่วนใหญ่ (76.1%) มีสินเชื่อเข้ามาตรการเพียง 1 บัญชี แต่ก็มีผู้กู้อีก 7.3% ที่เข้ามากกว่า 2 บัญชี และอีก 4.9% ยังได้สินเชื่อใหม่เพื่อเป็นสภาพคล่องฉุกเฉินด้วย


“จากสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือมีลักษณะกระจุกตัว ทำให้บางพื้นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในภาคอีสานตะวันออก ที่มีสัดส่วนสินเชื่อเข้ามาตรการสูงถึง 40-60% ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีจำนวนบัญชีมาก และสินเชื่อบ้าน ที่มีขนาดมูลหนี้สูง ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาตรการขอเลื่อนการชำระเป็นหลัก ในขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคใต้และเหนือตอนบน จะมีสัดส่วนสินเชื่อที่เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสียสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ” ธปท.ระบุในบทความดังกล่าว


ในงานวิจัย ได้เจาะลึกถึงความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของสถาบันการเงิน ต่อสินเชื่อที่เข้ามาตรการแตกต่างกันมาก ดังนี้ ลูกหนี้ในกลุ่มนอนแบงก์ มีสัดส่วนสินเชื่อในพอร์ตเข้ามาตรการมากที่สุด 10 อันดับแรก หรือสัดส่วน 37-75% และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ และเข้ามาตรการในลักษณะ “ลดอัตราการชำระ” แต่ก็มีความหลากหลายสูงเพราะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนต่ำสุด 10 อันดับสุดท้ายด้วย


ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วน 3-25% และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีสัดส่วน 10-35% (ไม่รวมสินเชื่อเกษตร)


“เราพบว่าผู้กู้ที่เข้ามาตรการ มีมูลหนี้และจำนวนบัญชีสินเชื่อในพอร์ตสูงกว่าผู้กู้ที่ไม่ได้เข้ามาตรการฯ “


โดยผู้กู้ที่เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสียมีภาระหนี้มากที่สุด (มีมูลหนี้เฉลี่ย 1.7 ล้านบาทจาก 6 บัญชี) รองลงมาคือผู้กู้ที่เลื่อนชำระ (มูลหนี้เฉลี่ย 0.9 ล้านบาทจาก 6 บัญชี) และผู้กู้ที่ลดอัตราการชำระ (มูลหนี้เฉลี่ย 1.1 ล้านบาทจาก 5 บัญชี) โดยผู้กู้ที่มีหลายบัญชีส่วนใหญ่ยังใช้สถาบันการเงินเพียง 1-2 แห่ง


นอกจากนี้ ผู้กู้ที่เข้ามาตรการยังมีประวัติการชำระหนี้ใน 12 เดือนที่ผ่านมา “ด้อยกว่า” และมีอายุมากกว่าผู้กู้ที่ไม่ได้เข้าอย่างมีนัยสำคัญด้วย


ในงานวิจัย ระบุว่า ข้อมูลสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือดังกล่าวข้างต้น ได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในวงกว้างและความแตกต่างของความเปราะบางทั้งในระดับผู้กู้ พื้นที่ และสถาบันการเงิน


“เมื่อมาตรการช่วยเหลือระยะแรก ๆ ได้สิ้นสุดลง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของนโยบายแก้หนี้ในอนาคต ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการมุ่งเป้าความช่วยเหลือ การบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อในเชิงรุกเพื่อป้องปรามไม่ให้บัญชีหนี้ดีจำนวนมากกลายเป็นหนี้เสีย และการ prepare for the worst (เตรียมรับมือกรณีเลวร้ายสุด)จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของสถานการณ์สินเชื่อรายย่อยจำนวนมหาศาลเหล่านี้” งานวิจัยระบุ


ทั้งนี้บทความนี้ จัดทำโดย ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ,นางสาวอัจจนา ล่ำซำ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ,ดร.ลัทธพร รัตนวรารักษ์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ,นายณรงค์ฤทธิ์ อดุลย์ฐานานุศักดิ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ,ปัณณธร ธนัพประภัศร์ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด และ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ Siametrics Consulting ซึ่งจะมีการนำเสนองานวิจัยนี้ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2563 ของธนาคารแห่งประเทศไทยในหัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้เกิดได้จริง” ซึ่งจะจัดในวันที่ 28 กันยายน 2563

Share: