“ส่องอัตราส่วน”...สู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’!!!

"งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" ประโยคติดหูที่หลายคนได้ยินตั้งแต่เด็กสอนเราว่าเราต้องทำงานเพื่อให้ได้เงิน และความสุขเกิดจากการมีเงินให้ใช้ เราจึงต้องเป็นคนที่มีรายได้จากการทำงานหนักถึงหนักมากอย่างที่เป็นกันอยู่ แต่ในปัจจุบันรายได้ของเราอาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

“นอกเหนือจากรายได้ที่เกิดจากการทำงานที่เรียกว่า ‘Active Income’ ซึ่งเป็นรายได้จากงานประจำ งานเสริม การขายสินค้าหรือบริการที่เราต้องลงมือเอง หรือรายได้จากงานอาชีพอิสระต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่นิยมกัน ซึ่งรายได้เหล่านี้จะหายไปทันทีที่เราหยุดทำงาน”

 

ยังมีรายได้อีกประเภทที่เราได้รับโดยที่เราไม่ต้องทำงานด้วยตัวเอง หรือ ‘Passive Income’ ซึ่งเป็นรายได้ที่เป็นดอกผลจากทรัพย์สินต่างๆ ที่เรามีอยู่ซึ่งปัจจุบันคนที่จะมีรายได้ประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยหรือคนเกษียณอายุเสมอไป แต่เราต้องสะสมหรือสร้างทรัพย์สินเพื่อการลงทุนในรูปต่างๆ ขึ้นมาเพื่อให้มีทรัพย์สินลงทุนมากพอที่จะสร้างรายได้จากผลตอบแทนของทรัพย์สินเหล่านี้ จนเพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายที่เราต้องใช้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานอีกต่อไป

 

“เท่ากับเรามี ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ในมุมหนึ่งการมีอิสรภาพทางการเงินเปรียบเหมือนการที่เราเกษียณจากงานประจำได้ก่อนเวลาเกษียณจริง คนที่มีอิสรภาพการเงินจะต้องมีความมั่นคงและมีรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายตลอดเวลา โดยเราควรต้องรู้จักตัวเอง รู้จักพอดี ไม่ต้องกินหรูอยู่แพง เพื่อจะได้มีอิสระในการทำสิ่งที่ตัวเองรัก และมีอิสรภาพของชีวิตในแบบของเราเอง”

 

                     

 

ช่วงเริ่มสร้างความพร้อมสู่ “อิสรภาพทางการเงิน” เรายังต้องพึ่งรายได้จากการทำงานเป็นรายได้หลัก เราจะค่อยๆ สะสมทรัพย์สินลงทุนผ่านการออมและการนำเงินออมไปลงทุนให้มีทรัพย์สินเพื่อการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ดังนั้นเราสามารถนำ ‘อัตราส่วนการเงิน’ ต่างๆ มาช่วยวางแผนสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างเหมาะสม

 

“อัตราส่วนการเงินที่นำมาใช้แบ่งออกได้เป็นอัตราส่วนที่เราควร ‘เพิ่ม’ และ อัตราส่วนที่เราควร ‘ลด’ หรือ ‘ควบคุม’ ด้วยเช่นกัน”

 

อัตราส่วนที่เราควรเพิ่ม อัตราส่วนที่ช่วยเราในการสร้างสินทรัพย์ลงทุน ได้แก่

 

“อัตราส่วนการออมจากรายได้”

 

คนมักเข้าใจผิดว่าการมีรายได้มากจะทำให้มีความมั่นคงทางการเงินแต่ในความเป็นจริง ‘การออม’ ต่างหากที่เป็นหัวใจในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน สำหรับคนที่อายุยังน้อยและเริ่มสร้างตัวเองมักจะมีภาระหนี้สินที่สูง การออมในช่วงนี้จะต่ำกว่าเกณฑ์แต่ไม่ควรลดต่ำกว่า 10ครับ และสำหรับคนที่ปลดภาระไปได้มากแล้วอัตราการออมต่อรายได้ที่ดีที่ควรจะมีคืออย่างต่ำ 20%

 

“ดังนั้นเมื่อเรามีรายได้จากการทำงาน 100 บาท ก็ควรจะแบ่งเงิน 20 บาท เป็นเงินออมเพื่อนำไปลงทุนให้เกิด Passive Income ในช่วงเวลาที่ผลตอบแทนจากการลงทุนลดต่ำลงอย่างในปัจจุบันเรายิ่งจำเป็นต้องออมให้มากยิ่งขึ้น”

 

          

 

“อัตราส่วนสินทรัพย์ลงทุนต่อความมั่งคั่งสุทธิ (สินทรัพย์หักด้วยหนี้สินรวม)” หรือ อัตราส่วนลงทุน


เงินที่เราออมเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่สร้างผลตอบแทนให้เรา ผลตอบแทนจากการลงทุนก็นำ ไปใช้ลงทุนจนเราเกิดความมั่งคั่งสุทธิความมั่งคั่งสุทธิในงบดุลส่วนบุคคล คือฐานะแท้จริงของบุคคล สำหรับงบดุลของบริษัทนั้นส่วนของเจ้าของก็คือสิ่งเดียวกับความมั่งคั่งสุทธิที่แสดงฐานะจริงของบริษัทและเครื่องจักรสายพานการผลิตในโรงงานของบริษัทก็เหมือนสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้


“การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จึงสะท้อนมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นของตัวเรา อัตราส่วนลงทุนที่มีประสิทธิภาพคือ การมีสินทรัพย์ลงทุนในสัดส่วนที่สูง ซึ่งสะท้อนว่าเรามีโอกาสในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ที่ต่อเนื่องเพื่อช่วยสร้างอิสรภาพทางการเงินจากทรัพยสินและทำให้เราบรรลุเป้าหมายต่างๆ ที่วางไว้ เราควรสะสมและสร้างให้เรามีอัตราส่วนของสินทรัพย์ลงทุนต่อความมั่งคั่งสุทธิไม่น้อยกว่า 50%


เมื่อเราเพิ่มการสร้างทรัพย์สินลงทุนแล้ว  เราก็สร้างสมดุลในอีกด้านด้วยอัตราส่วนที่เราควรจะ “ลด และ “ควบคุมเพื่อปลดหรือลดภาระด้านรายจ่ายและหนี้สิน ที่จะช่วยให้เราไปถึงอิสรภาพทางการเงินได้เร็วขึ้นและมั่นคงขึ้น ประกอบด้วย

 

“อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินจากรายได้”


หากในแต่ละเดือนเราต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อชำระหนี้ด้านต่างๆ แสดงว่าเรามีหนี้สินที่สูง และมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระคืนหนี้สินได้เมื่อรายได้ที่เรามีอยู่ลดลง ที่สำคัญทำให้ความสามารถในการออมของเราลดลงไปด้วยคนที่อายุยังน้อยหรือเริ่มทำงาน มักมีภาระหนี้สินจากการซื้อบ้านและรถยนต์ ทำให้ต้องผ่อนชำระเป็นระยะเวลายาวนาน โอกาสที่จะก้าวสู่อิสรภาพทางการเงินจึงอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ 


“เราจึงควรควบคุมรายจ่ายในส่วนของการชำระคืนหนี้สินไม่ให้เกิน 40% ของรายได้เพื่อให้เรามีเงินไว้ใช้จ่ายและออมได้อย่างเหมาะสม หากอัตราส่วนของเราใกล้เคียงกับ 40% แล้วเราไม่ควรจะก่อหนี้เพิ่มเติมอีกต่อไป”

 

“อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์”

 

อัตราส่วนนี้เป็นอัตราส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับอัตราส่วนการชำระคืนหนี้สิน อัตราส่วนที่มีค่ามากกว่า 100% แสดงว่าเรามีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ แต่หากอัตราส่วนนี้ยิ่งลดลง ก็แสดงว่าเรามีความมั่งคั่งสุทธิที่เพิ่มขึ้นและมีภาระทางการเงินที่ต่ำลง ทั้งนี้เราควรมีอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ที่น้อยกว่า 50% เพื่อให้เรามีโอกาสที่จะมีอิสรภาพทางการเงินที่มากขึ้น

 

“อัตราส่วนสู่อิสรภาพทางการเงิน” เหล่านี้ จะทำให้เราสามารถสร้างรายได้แบบ ‘Passive Income’ ให้มากกว่ารายจ่าย และสร้างความมั่งคั่งสุทธิให้เราเพิ่มขึ้น ทำให้เรามีภาระทางการเงินที่ลดลง มีหนี้สินต่อสินทรัพย์ที่ลดลง เพียงเท่านี้ประตูแห่ง “อิสรภาพทางการเงิน” ก็จะค่อยๆ เปิดให้เราก้าวเข้าไปตามที่เราต้องการ

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: