“บลจ.กสิกรไทย”...โชว์ปันผล ‘กอง FIF’ กว่า 140 ล้านบาท พร้อมกันวันที่ 14 ก.ย. 20 นี้

บลจ.กสิกรไทย”...จ่ายปันผล ‘กอง K-GA’ และ ‘K-USXNDQ-A(D)’ รวมมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกที่ยังคงผันผวน แนะนำผู้ลงทุนให้กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ต และควรประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน ผู้ลงทุนรอรับปันผลพร้อมกันวันที่ 14 ก.ย. 20 นี้


นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจ่ายเงินปันผล ‘กองทุนเปิดเค โกลบอล แอลโลเคชั่น (K-GA)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. -31 ส.ค. 20 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย และ ‘กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็นดีคิว 100-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-USXNDQ-A(D))’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. - 31 ส.ค. 20 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย. 20 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 147.16 ล้านบาท

 

(นาวิน อินทรสมบัติ)

 

 

“ภาวะตลาดเงินตลาดทุนในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ในหลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นไปได้ช้ากว่าที่คาด ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวน ทั้งนี้ ‘กอง K-GA’ มีนโยบายที่เน้นกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งกองทุนมีการจ่ายปันผลนับตั้งแต่จัดตั้ง รวมแล้วทั้งสิ้น 19 ครั้ง เป็นเงิน 6.40 บาทต่อหน่วย และในรอบผลการดำเนินงาน 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.76% ต่อปี ตลอดจนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 14.86% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 20)”


นายนาวิน ยังกล่าวอีกว่า ‘กอง K-USXNDQ-A(D)’ มีนโยบายที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทชั้นนำในสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง NASDAQ-100 ซึ่งกองทุนมีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่จัดตั้ง รวมทั้งสิ้น 28 ครั้ง เป็นเงิน 8.95 บาทต่อหน่วย และในรอบผลการดำเนินงาน 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.65% ต่อปี ตลอดจนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 53.47% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 20) นอกจากนี้ กองทุนยังมีผลการดำเนินงานที่ดีจนติดอันดับ Overall Morningstar Rating 5 ดาว (ที่มา: Morningstar ณ 31 ส.ค. 20)


“จากความคืบหน้าของพัฒนาการผลิตวัคซีน COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวเข้าสู่ระดับราคาสูงสุดเท่าที่เคยมีมา (All Time High) โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ในขณะที่ผลประกอบการของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาสที่ 2 มีอัตราการเติบโตในระดับต่ำที่ 0.1% ประกอบกับดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ-100 มีระดับราคาซื้อขายที่สูงมาก ทั้งนี้ หากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย อาจทำให้ผู้ลงทุนเปลี่ยนกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) มาหาหุ้นในกลุ่มอื่นที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอยู่ค่อนข้างมากแทน โดยจะเริ่มเห็นได้จากแรงขายทำกำไรเป็นระยะๆ ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา”


สำหรับตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศยังคงได้รับแรงหนุนจากสภาพคล่องในตลาดที่มีอยู่สูง ซึ่งล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับให้อัตราเงินเฟ้อมีความยืดหยุ่น และสามารถดีดตัวขึ้นเหนือ 2% ได้ สะท้อนได้ว่าดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีก เพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานและให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่อาจกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนเป็นระยะ ตลอดจนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้


“บริษัทแนะนำให้ผู้ลงทุนปรับลดสัดส่วนการลงทุนใน ‘กอง K-USXNDQ-A(D)’ ส่วน ‘กอง K-GA’ แนะนำให้ประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน โดยผู้สนใจลงทุนสามารถลงทุนเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียง 500 บาท”

Share: