“หุ้นเวียดนาม” ไม่แพง...แนะมีติดพอร์ตไว้ 5-10%

“หุ้นเวียดนาม” เป็นหนึ่งใน ‘ตลาดปราบเซียน’ ทั้งนักลงทุนรายใหญ่ตลอดจนนักลงทุนสถาบันเองก็ตาม ด้วยจุดขายการตามรอย ‘หุ้นไทย’ ในยุค 20-30 ปีที่แล้ว เข้าลงทุนตอนนี้เป็นการซื้ออนาคตใน ‘ระยะยาว’ จริงๆ อย่าเพิ่งรีบตัดใจถอนตัวไปจาก ‘ความผันผวน’ ในระยะสั้นที่เผชิญอยู่


สถานการณ์แพร่ระบาดของ ‘ไวรัส COVID-19’ ถือเป็นปัจจัยหลักในตอนนี้ที่คอยกดดันภาวะเศรษฐกิจให้ชะลอตัว ด้วยการที่ต้องยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจลง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่น้อยได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ด้วยการพึ่งพิงภาคการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้า


ไม่เว้นแต่ “ตลาดอาเซียน” ที่ต้องอาศัยภาคการส่งออกในการผลักดันเศรษฐกิจให้มีการเติบโตขึ้น  แต่ในช่วงที่ผ่านมานี้ได้เริ่มมีการระบาดของของไวรัส COVID-19 ‘รอบ 2’ ส่งผลให้ตลาดหุ้นในอาเซียนเกิดแรงขายจากความกังวลดังกล่าว รวมถึง “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ที่นักลงทุนจับตามองด้วยเช่นกัน


ในวันนี้เอง ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากอัพเดตมุมมองเกี่ยวกับตลาดหุ้นเวียดนาม ผ่าน “ผู้เชี่ยวชาญ” จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เพื่อเป็นข้อมูลหรือประโยชน์แก่การตัดสินใจของนักลงทุนกันอีกครั้ง

 

 

 

“หุ้นเวียดนาม” อืด...เหตุมีสัดส่วน ‘หุ้นเทคโนโลยี’ น้อย

ปัจจุบันมี “กองหุ้นเวียดนาม” ทั้งหมด 8 กองทุน ออกมาในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไป ส่วนใหญ่ยังไม่อายุไม่ถึง 3 ปี ผลการดำเนินงานในระยะสั้นสำหรับ ‘นักลงทุน’ คงไม่ปลื้มเท่าไรนัก เห็นได้จากผลการดำเนินงานในภาพรวมที่ยังแดงกันถ้วนหน้า ทำให้ ‘มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV)’ ลงมาต่ำกว่า 10 บาท ด้วยกันทุกกอง ต่ำสุดอยู่ที่ 6.82 บาท มากสุดอยู่ที่ 9.04 บาท ขึ้นกับช่วงจังหวะเวลาที่ออกกองทุนที่แตกต่างกันไปนันเอง


โดยเริ่มที่ “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด ที่มองว่า ตลาดหุ้นเวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในตลาดอาเซียน แต่ด้วยความที่ยังเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนของหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างน้อยจึงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้น้อยกว่าตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาการปรับตัวเพิ่มของหุ้นส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเทคโนโลยี โดยพื้นฐานของตลาดหุ้นเวียดนามยังถือว่าค่อนข้างดี ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ COVID-19 ใน ‘รอบที่ 2’ และราคาหุ้นที่ยังไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับอดีตและตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน รวมถึงอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนอย่างการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

(คมสัน ผลานุสนธิ)

 

“หากการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ได้ ‘นายโจ ไบเดน’ จากค่ายเดโมแครต เป็นประธานาธิบดี ก็ยังเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไป แต่จะทิศทางที่ประนีประนอมมากขึ้น แต่ด้วยราคาแรงงานในประเทศเวียดนามที่ค่อนข้างต่ำ และอินฟราสตรัคเจอร์ของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีพื้นฐานที่ดี จะดึงดูดให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ใน ‘ระยะกลางถึงยาว’ ประเมินว่าจะเป็นตลาดที่ประสิทธิภาพจะกลับมาได้ดี”


แต่อย่างไรก็ตามใน ‘ระยะสั้น’ ช่วง 6-7เดือนข้างหน้า ยังคงต้องติดตามปัจจัยการเลือกตั้งในประเทศเวียดนาม ว่าจะมีนโยบายส่งเสริมและดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด โดยคำแนะนำในการลงทุนตลาดหุ้นเวียดนาม นักลงทุนที่สนใจก็อาจจะให้น้ำหนักในพอร์ตราว 5-10% เนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามยังมีขนาดค่อนข้างเล็กให้น้ำนักการลงทุนมากไปอาจเพิ่มความเสี่ยงได้ แต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเวียดนามยังถือเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจอยู่

 

 

“เศรษฐกิจเวียดนาม” พื้นฐานดี-ฟื้นตัวเร็ว...ปัจจัยหนุน ‘ตลาดหุ้นในระยะยาว’

ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนพรินซิเพิล จำกัด มองว่า นอกจากประเทศไทย เวียดนามก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้ดี และมีระยะเวลา Lockdown เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น แม้ว่าจะมีข่าวการแพร่ ‘ระบาดรอบ 2’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Danang แต่จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมีเพียง 1,007 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 25 คน จึงส่งผลให้เวียดนามฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็ว “สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office of Vietnam)” คาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปี63 อยู่ที่ +3.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 7.0% แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ เมื่อเทียบอัตราการเติบโตของ ‘เศรษฐกิจของไทย’ ในปี63 ที่คาดว่าจะติดลบ -8.1% ก็นับว่าเวียดนามฟื้นตัวได้เร็วกว่าไทยมาก 

 

(วิน พรหมแพทย์)

 

 

“หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว คือเวียดนามยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรง (Foreign Direct Investment : FDI) ได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 เดือนแรกของปี63 มียอด Registered FDI จำนวน US$18.8 พันล้าน (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.9% โดยผู้ลงทุนรายใหญ่ 3 อันดับแรก ได้แก่ Singapore, South Korea และ China” 


นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามก็นับว่าประคองตัวได้ดี ตัวเลขการส่งออกใน 7 เดือนแรกอยู่ที่ 145.8 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.2% ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 139.3 พันล้าน ลดลงจากปีก่อน 2.9% ทำให้เวียดนามได้ดุลการค้า US$6.5 พันล้าน ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่เติบโตดี ได้แก่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม โดยตลาดส่งออกรายใหญ่ 3 อันดับแรก ได้แก่ USA, China และ EU 


นี่จึงทำให้ ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ มีความน่าสนใจลงทุนในระยะยาวด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งรองรับ แม้ภาพในระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมา อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่มองกันไว้ในช่วงแรกที่เข้ามาลงทุนก็ตาม แต่ถ้ามองกันยาวๆ แล้ว ขนาด ‘หุ้นไทย’ ยังวิ่งจาก 200 จุด มา 1,700 จุดได้ ในระยะยาวแล้วเชื่อว่าโอกาสของหุ้นเวียดนามก็อาจจะเดินตามรอยตลาดหุ้นไทยในอดีตได้เช่นกัน

Share: