TASCO เจอแรงกดดันระดับโลก สหรัฐฯ สั่งห้ามซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซูเอลา

ผลกระทบสงครามการค้ากลับมากระทบกับความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับปัจจัยลบโดยตรงอีกหนึ่งตัว นั่นคือ หุ้น TASCO หรือผู้ผลิตและจำหน่าย “ยางมะตอย” สำหรับทำถนน เนื่องจากโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัท มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ยางมะตอย และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม หรือคิดเป็น 98.4% โดยเฉพาะตลาดก่อสร้างในอาเซียนที่เป็นตลาดสำคัญ สัดส่วนยอดขายยางมะตอยในต่างประเทศ จึงคิดเป็น 80% และในประเทศ 20% ของยอดขายรวมทั้งหมด  

 

TASCO ถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัวทรัพย์สาคร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และกลุ่มที่ 2 คือ บริษัท โคลาส จำกัด บริษัทก่อสร้างและซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานของระบบคมนาคมระดับโลก สัญชาติฝรั่งเศส

 

TASCO ต้องปิดโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซีย

 

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ ผลิต “ยางมะตอยแอสฟัลต์ซีเมนต์” จากโรงกลั่นในประเทศมาเลเซียเป็นหลัก แม้ว่าจะมีคลังสินค้า โรงกลั่นยางมะตอย โรงผลิตยางมะตอยน้ำ โรงผลิตยางมะตอย PMA กระจายตัวอยู่ในไทย จีน เวียดนาม อินเดีย กัมพูชา และอินโดนีเซีย

 

ล่าสุดกำลังเผชิญแรงกดดันสำคัญ โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า สหรัฐสั่งห้าม TASCO ไม่ให้ซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซูเอลา ตั้งแต่เดือน พ.ย.63 เป็นต้นไป และแจ้งเตือนว่า TASCO อาจถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ หากไม่ปฏิบัติตามข้อร้องขอ ทำให้ TASCO ต้องปิดโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียเป็นการชั่วคราวหลังใช้สต็อกน้ำมันดิบหมดในไตรมาส 1/64 จนกว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐจะถูกยกเลิก

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงปรับกำไรปี 2563-64 ลง 16% และ 53% ตามลำดับ และเปลี่ยนวิธีประเมินมูลค่าจากเดิมใช้ PER 14 เท่า เป็น PBV 1.6 เท่า (ค่าเฉลี่ย PBV 10Y-1SD) เชื่อเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบระยะ 1-3 ปี จึงแนะนำขายหุ้น โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ 15 บาทต่อหุ้น

 

คาดสุดท้ายได้รับผลกระทบจำกัด

 

ด้านบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นลบต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจาก 50% ของปริมาณการขายยางมะตอยราว 2.0 –2.2 ล้านตันต่อปี มาจากผลผลิตน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอล่า (อีก 50% มาจาก Third Party) ดังนั้นการยกเลิกการซื้อขายน้ำมันดิบ ประเทศเวเนซูเอล่า จะทำให้บริษัทขาดแคลนสินค้าในการจำหน่าย และแม้จะมีแหล่งน้ำมันดิบจากที่อื่นมาชดเชย แต่อาจทำให้บริษัทต้องเจอต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงกว่า และให้ผลผลิตยางมะตอยไม่มากเท่าแหล่งน้ำมันดิบที่มาจากประเทศเวเนซูเอลาที่สูงถึง 70%

 

ซึ่งหากบริษัทสามารถหาแหล่งน้ำมันดิบ มาชดเชยน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอลาได้ราว 50% จะทำให้กำไรปกติปี 2564 อยู่ระหว่าง 2.2 –2.5 พันล้านบาท ส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 จากปัจจุบันที่ 31 บาทต่อหุ้น ลดลงราว 5–8 บาทต่อหุ้น

 

อย่างไรก็ตามคาดกำไรปกติปี 2563 ได้รับผลกระทบอย่างจำกัด เนื่องจากปัจจุบัน TASCO มีน้ำมันดิบที่สามารถผลิตได้จนถึงไตรมาส 1/64 ขณะที่กำไรปกติปี 2564 อาจกระทบมากสุดถึง 40 –50% อยู่ที่ 1.5 –1.8 พันล้านบาท หากบริษัทไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันดิบจากที่อื่นได้เลย ทำให้โรงกลั่นในมาเลเซียต้องหยุดดำเนินการทั้งปี ส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 จากปัจจุบันที่ 31 บาทต่อหุ้น ลดลงราว 12 –15 บาทต่อหุ้น

 

ทั้งนี้ Wealthy Thai สำรวจข้อมูลในด้านราคาหุ้นรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา (15 ส.ค.-14 ก.ย.63) ปรับลดลง 18.40% ก็ต้องมาติดตามว่าแรงกดดันจากการคว่ำบาตรของสหรัฐ จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะหุ้น TASCO ยังเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่สถานะการเงินดี!!!! มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งในปี 2562 ประมาณ 3,953 ล้านบาท (ไตรมาสล่าสุดยังไม่อัพเดต)



Share: