SAWAD- MTC เด่นสุดของกลุ่มฯ ราคาฟื้นตัวแรง รับผลงานครึ่งปีหลังเด่น

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างมาก หากนับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน (8 ก.ย.63) SET Index ปิดลบไป 2.26% จากดัชนีปิดสิ้นเดือนสิงหาคม โดยปัจจัยหลักๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือความกังวลต่อการระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

             

แต่.....เมื่อเข้าไปสำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่ม SET 50 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่า SAWAD ทำราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดของ SET 50 โดยปิดบวกที่ระดับ 5.46% ตามด้วย AOT ปิดบวก 3.57% ต่อด้วย SCC ปิดบวก 3.11% และอันดับ 4 คือ MTC ที่ปิดบวก 2.01% สวนทางกับที่ตลาดหุ้นปิดลบในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แต่ที่น่าสนใจทั้ง SAWAD และ MTC ถือเป็นหุ้นกลุ่มเดียวกัน มีราคาฟื้นตัวอย่างชัดเจน หรือมีประเด็นอะไรมาผลักดันราคาหุ้น วันนี้ Wealthy Thai หาคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว

 

เริ่มจาก SAWAD ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย ภายใต้เครื่องหมายบริการ "ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ" ซึ่งประกอบด้วย 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.สินเชื่อรายย่อยแบบมีหลักประกันประเภท ทะเบียนรถเก่าทุกประเภท บ้านและโฉนดที่ดิน 2.สินเชื่อรายย่อยแบบไม่มีหลักประกันภายใต้การกำกับ 3.บริหารสินทรัพย์ 4.รับจ้างติดตามหนี้ 5.บริการที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจสินเชื่อ

             
SAWAD มีแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาทดแทนพนักงาน Back Office ทำให้คาด Cost to Income Ratio จะทยอยลดลง โดยทิศทางผลดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/63 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น อ้างอิงจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

             

พร้อมยังบอกอีกว่า ทิศทางผลดำเนินงานในไตรมาส 3/63 แนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หนุนด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1.การให้สินเชื่อใหม่ในเดือน ก.ค.-ส.ค. ฟื้นตัวขึ้นมาเทียบกับไตรมาส 2/63 หลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจ 2.รายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าขายประกันภัยปรับตัวดีขึ้นตามการให้สินเชื่อหลังปลดล็อคดาวน์

 

และ 3.การตั้งสำรองของ SAWAD มีแนวโน้มลดต่ำลงในครึ่งปีหลังของปี 63 เพราะในครึ่งปีแรกของปี 63 บริษัทได้ตั้งสำรองพิเศษ Management Overlay ไปแล้ว พร้อมระบุว่าการตั้งสำรองปกติของบริษัทในกรณีที่ไม่มีการ Write-off จะอยู่ที่ไตรมาสละ 40-50 ล้านบาท (การตั้งสำรองตาม ECL Model) ต่ำกว่าที่เราและตลาดประเมิน (เราคาดไตรมาสละ 120-130 ล้านบาท)

 

ผู้บริหารประเมินผลกระทบจากมาตรการลดเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจาก 28% เหลือ 24% และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จาก 36% เหลือ 33% กระทบผลดำเนินงานเพียงเล็กน้อยเนื่องจาก มีสัดส่วนของสินเชื่อที่ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงไม่มาก (สินเชื่อจำนำทะเบียนรถกลุ่ม High Risk ในรุ่นที่มีการแข่งขันต่ำ และสินเชื่อนาโนที่คิดเป็นเพียง 7-10% ของพอร์ตรวม)

 

อีกทั้งมาตรการดังกล่าวมีผลเฉพาะกับสินเชื่อใหม่ที่เริ่มปล่อยตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. เป็นไป (ไม่มีผลต่อสัญญาสินเชื่อเดิม) นอกจากนี้หากผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทถูกแทรกแซงจากธปท.มากขึ้น บริษัทจะหันมารุกตลาดสินเชื่อ Land for Cash เพิ่มเติม ซึ่งยังสามารถคิดดอกเบี้ยได้สูง (สูงสุด 36% ต่อปี) มี LTV ต่ำ และการแข่งขันไม่สูงนัก

 

ส่วนประเด็นการแข่งขันจากแบงก์ออมสิน ผู้บริหารระบุว่า อยู่ระหว่างติดตามแผนธุรกิจเพิ่มเติมเพราะยังไม่เห็นการทำตลาดในพื้นที่ที่บริษัทให้บริการ ทั้งนี้ผู้บริหารยังไม่กังวลต่อการแข่งขันในตลาดมากนัก เพราะคาดฐานลูกค้าไม่น่าจะทับซ้อนกัน อีกทั้งบริษัทมีข้อได้เปรียบจากจำนวนสาขาที่ครอบคลุมกว่าและความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้า รวมถึงกระบวนการติดตามและจัดเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพ

 

ขณะนี้คาด SAWAD จะมีกำไรที่พลิกกลับมาโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนด้วยการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี บวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมขายประกันที่เพิ่มขึ้นช่วยชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมติดตามหนี้ที่ลดลง ในช่วงที่ผ่อนคลายการติดตามลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19

 

นอกจากนี้บริษัทมีแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้วยการนำเทคโนโลยีมาทดแทนพนักงาน Back Office ทำให้คาด Cost to Income Ratio จะทยอยลดลง ทั้งนี้การตั้งสำรองมีโอกาสต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เพราะจะไม่มีการตั้งสำรอง Management Overlay เช่นในครึ่งปีแรกของปี 2563 ทำให้คาดทั้งปี 2563 บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 4,247 ล้านบาท เติบโต 13.1% จากปีก่อน ตามประมาณการเดิม

 

“แม้เราคาดผลดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ราว 35.6% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ที่ 60 บาท (วิธี GGM) แต่เราคงคำแนะนำเพียง "Trading" เนื่องจากบริษัทยังมีความเสี่ยงที่การให้สินเชื่อผ่าน BFIT จะถูกธปท.เข้ามาควบคุมดอกเบี้ยเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทอื่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพทำกำไรให้แย่ลงจากประมาณการ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของแผนธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคารออมสิน ซึ่งมีแผนเข้ามารุกตลาด Non-Bank ในช่วงต้นปี 2564” นักวิเคราะห์กล่าว

 

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุว่า ขณะนี้คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/63 จะขยายตัวทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 1. รายได้ดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการขยายพอร์ทสินเชื่อ โดยผู้บริหารตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อไว้ที่ 20% แต่เราประมาณการไว้ที่ 18.5% ขณะที่ NPL ratio คาดว่าจะไม่เกิน 4% ตามเป้า 2.การตั้งสำารอง ECL ที่มีแนวโน้มลดลง จากการตั้งสำรองส่วนเกินไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปี 63 และ 3.รายได้ค่าธรรมเนียมกลับมาเติบโตหลังคลายล็อกดาวน์

 

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 63 เท่ากับ 4.52 พันล้านบาท ขยายตัว 20.4% จากปีก่อน โดดเด่นในกลุ่ม โดยเมื่อคิดการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 63-65 เท่ากับ 13.5%CAGR มีจุดเด่นในเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยคาดว่า SG&A/รายได้รวมจะอยู่ที่ระดับ 40% รวมถึง provision/Loan จะยังอยู่ในระดับต่ำ และมี credit cost ที่ระดับ 120-130 bps ขณะที่แผนการขยายสาขามีเป้าหมายที่จะเปิดเพิ่ม 300-400 สาขา ในปี 2563-64 โดยสิ้นงวดไตรมาส 2/63 มีทั้งสิ้น 4,100 สาขา

 

แนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายไปใช้ปี 64 ที่เท่ากับ 57.50 บาท อิง PBV 3 เท่า จากจุดเด่นของผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง ผ่านการขยายสาขาที่ทำให้พอร์ตลูกหนี้ขยายตัวหากเป็นไปตามเป้า 20% จะเป็น upside ต่อประมาณการ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ได้รับผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากภาครัฐค่อนข้างน้อย เลือกเป็น Top pick ของกลุ่มร่วมกับ MTC ปัจจัยเสี่ยงคือ คุณภาพสินทรัพย์หากเกิดการระบาดของ COVID-19 รอบสอง และค่าใช้จ่ายในการขยายสาขาและพนักงานสูงขึ้นกว่าคาด

 

ต่อมา MTC หุ้นที่มีราคาบวกมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของ SET 50 นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน โดยประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่ง MTC เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีความสามารถในการขยายสินเชื่อที่เติบโตสวนภาวะเศรษฐกิจ พร้อมคุณภาพลูกหนี้ที่ยังแข็งแรง อ้างอิงจาก นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด

 

พร้อมบอกอีกว่า แนวโน้มครึ่งหลังของปี 63 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง โดยเรายังคงเป้าสินเชื่อเติบโต 20.3% ตามเป้าผู้บริหาร จากการเร่งขยายสาขาให้ถึง 4,700 แห่งภายในสิ้นปี และจะขยายเพิ่มอีก 500 สาขาในปี 2564 เป็น 5,200 สาขา รวมถึงยังสามารถ เพิ่มยอดสินเชื่อต่อสาขาให้อยู่ในระดับ 14-15 ล้านบาทได้

 

ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิ ปี 2563 เท่ากับ 5.1 พันล้านบาท ขยายตัว 20.9% จากปีก่อน โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 63 คิดเป็น 48.8% ของกำไรสุทธิที่เราประมาณการไว้ ทั้งนี้กำไรสุทธิในปี 2563-65 ขยายตัว 16%CAGR ต่อปี ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้คิดเป็น 10% ของพอร์ท ราว 5.4 พันล้านบาท ได้ soft loan จากออมสินมาช่วยอีก 5 พันล้านบาท โดย MTC มองว่าหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้จำกัด เนื่องจากฐานลูกค้าเป็นกลุ่มเกษตรกรและก่อสร้างเป็นหลัก ที่มีความเสี่ยงเรื่องภัยแล้งมากกว่า แต่ในปีนี้ก็ไม่ได้เจอปัญหานี้มากนัก

 

ดังนั้นจึงแนะนำซื้อ ปรับราคาเป้าหมายไปเป็นปี 64 ที่เท่ากับ 66 บาท ด้วยความสามารถในการขยายสินเชื่อที่เติบโตสวนภาวะเศรษฐกิจ พร้อมคุณภาพลูกหนี้ที่ยังแข็งแรง ทั้งนี้การตั้งสำรองที่น้อยกว่าคาดจะเป็น upside ต่อประมาณการของเรา รวมถึง ROE ระยะยาวเฉลี่ยที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 25% เราเลือก เป็น top pick ของกลุ่ม finance ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือ คุณภาพสินทรัพย์หากเกิดการระบาดของ COVID -19 รอบสอง

 

 

Tags:
Share: