GLOBAL ราคาบวกมากสุดใน SET50 ขานรับกำไรกำลังจะเติบโตติดต่อกัน 6 ปี

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ตลาดหุ้นก็ยังผันผวนอีกเช่นเคย ซึ่งปัจจัยกดดันหลักๆ ก็หนีไม่พ้นการระบาดของ COVID-19 ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก และยังถือเป็นปัจจัยหลักต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้บางประเทศสามารถควบคุมได้ แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ยังมีความกังวลของการระบาดรอบสองอีกด้วย จึงทำให้ตลาดหุ้นค่อนข้างที่จะผันผวนมาอย่างต่อเนื่อง


แต่ในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวนนั้น Wealthy Thai ได้เข้าไปสำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่ม SET50 นับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ถึงปัจจุบัน (10 ก.ย.63) พบว่า บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL มีราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่ม SET50 ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 20.48% โดยในช่วงที่สภาวะตลาดเป็นแบบนี้แต่ราคาหุ้นของ GLOBAL สามารถปรับเพิ่มขึ้นมากสุดดังกล่าว มีปัจจัยอะไรบ้างที่สนับสนุน และมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว

 

 

สำหรับ GLOBAL ดำเนินธุรกิจเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวนแบบควบวงจร (one stop shopping center) โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า โกลบอล เฮ้าส์ (Global House) โดยนำระบบ Drive-through มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับสินค้าโครงสร้างของลูกค้า


งวด 6 เดือนแรกของปี 2563 ทาง GLOBAL มีกำไรสุทธิ 1,122.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,061.83 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 13,493.46 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 9.07% และกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 3,127.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 9.07% คิดเป็นอัตรา 23.18 % ของรายได้จากการขาย


GLOBAL ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโต 5 ปีติดต่อกันของกลุ่ม SET 50 นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2562 โดยมีรายละเอียดในตารางดังนี้

 

จากสถิติดังกล่าวถือว่า GLOBAL ทำได้อย่างโดดเด่นด้วยการรักษาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิได้ 5 ปีติดต่อกัน แม้ไม่ใช่เครื่องการันตีว่านับจากนี้ผลประกอบการจะเติบโตได้อีกหรือไม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน แต่ล่าสุดนักวิเคราะห์ต่างมองกันว่าในปี 2563 กำไรสุทธิของ GLOBAL มีโอกาสเติบโตอีกต่อเนื่อง และหากเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เท่ากับว่า GLOBAL สามารถทำกำไรสุทธิให้เติบโตติดต่อกันถึง 6 ปี


โดยบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)  ประเมินว่า SSSG ตั้งแต่ต้นไตรมาสถึงปัจจุบัน (QTD) ติดลบเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกำลังซื้อที่แผ่ว แต่น้ำท่วมในภาคเหนือคาดหนุนความต้องการสินค้าในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ Gross Margin ตั้งเป้าแตะระดับ 25% ในปี 2566-68 รวมถึงแผนขยายสาขาเชิงรุก เราปรับกำไรสุทธิขึ้น 3-17% ในปี 2563-65 จาก Margin สูงกว่าคาด ส่งผลให้ราคาเป้าหมายขยับขึ้นเป็น 22.50 บาท ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า อัตรากำไรขั้นต้นยังอยู่ในช่วงขาขึ้นแม้จะทำสถิติสูงสุดที่ 23.8% ไปในไตรมาส 3/63 ซึ่งบริษัทตั้งเป้าที่ 25% ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หนุนโดย 1. Rebate ที่ได้มากขึ้นจาก Supplier (มี   bargaining power), 2. สัดส่วน House brand ที่เพิ่มมากขึ้น (ตั้งเป้า 25% ในปี 66 จากตัวเลขไตรมาสล่าสุดคือ 19%), และ 3. โมเดล Exclusive product ที่จะมีเฉพาะในร้านของ GLOBAL


นอกจากนี้เรายังมองถึงโอกาสในการขยายตัวของจำนวนสาขาซึ่งคาดสาขารูปแบบดั้งเดิม (ขนาดใหญ่) จะแตะ 100 สาขาในปี 2566 จากสิ้นปีนี้ที่ 72 สาขา และมีแผนที่จะขยายสาขาในรูปแบบขนาดเล็กเพื่อรุกตลาดระดับอำเภอในปี 2564 ส่วนในด้าน Valuation เรามองว่า GLOBAL สมควรที่จะเทรดระดับ 1SD เหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5 เท่า (ตอนนี้เทรด PER ปี 2021 ที่ 33.6 เท่า) เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ผู้บริหารคาดว่าระดับอัตรากำไรขั้นต้นปกติจะอยู่ที่ 22-23% หลังจากที่อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 23.8% จากกลยุทธ์การขายสินค้า house brand โดยหากพิจารณาจากอัตรากำไรขั้นต้น QTD ก็พบว่าอัตรากำไรขั้นต้นน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 2/63 และเนื่องจาก GPM ในครึ่งปีแรกปี 63 อยู่ที่ 23.2% ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานปีนี้ของเราที่ 21.7%


ดังนั้นจึงปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปี 2563-64 ของเราขึ้นอีก 1.4ppts ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-64 ของเราขยับเพิ่มขึ้นจากเดิม 23% โดยจะทำให้ EPS ปี 2563 โต 2% และปี 2564 โตถึง 30% ซึ่งคาดว่าปี 2563 จะรายงานกำไรสุทธิ 2,235 ล้านบาท เติบโต 7% จากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 2,093 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2564 คาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 3,053 ล้านบาท


จึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2564 จากเดิม 19.00 บาท เป็น 22.50 บาท ทั้งนี้ จากการที่กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/63 โดยได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวขึ้น และการขยายสาขาเพิ่มซึ่งจะทำให้ EPS ยังโตได้แม้จะเป็นปีที่สถานการ์ไม่ปกติ เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" GLOBAL ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขยายสาขาได้น้อยกว่าแผนที่วางไว้ ราคาพืชผลตกต่ำ ภัยธรรมชาติ และสินค้าสต็อกเพิ่มขึ้น

Tags:
Share: