Lock Down รอบ 2 หุ้นเครื่องดื่มจะกระทบมากแค่ไหน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเครื่องดื่มในไทยได้ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะในย่านอาเซียน ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทเครื่องดื่มในไทยมีความแข็งแกร่ง และมีพื้นฐานการเติบโตในประเทศที่ดีพอสมควรเป็นฐานสำคัญ ทำให้สามารถบุกต่างประเทศได้อย่างสบาย


แต่ในโอกาสและความแข็งแกร่งในอดีตที่ผ่านมา อาจมีผลกระทบที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในการแพร่ระบาดของ COVID -19 ที่เป็นเหมือนคำสาปของธุรกิจ ทำให้จากเดิมที่การกระจายตลาดไปยังต่างประเทศเป็นจุดเด่น อาจจะเป็นตัวซ้ำให้ธุรกิจอาจแย่ลงกว่าเดิม

             
โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของ COVID -19 ในประเทศอินโดนีเซียและเมียนมา ที่เข้าขั้นรุนแรงจนน่าห่วง จนเริ่มมีการ Lockdown ในบางพื้นที่ ดังนั้นเราจะมาสำรวจกันว่า ธุรกิจเครื่องดื่มของไทย จะกระทบมากแค่ไหน และจะแข็งแกร่งพอจะรับการ Lockdown รอบที่ 2 ได้หรือไม่

               
4 หุ้นเครื่องดื่มไทย กำลังเจอความท้าทายหากมี
Lock down

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด ออกบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเขารายงานว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันหลายๆ ประเทศในแถบเอเชียได้มีการล็อกดาวน์ประเทศเป็นรอบที่ 2 แล้ว ได้แก่ อินโดนีเซีย เมียนมา ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้มีการปลดล็อกดาวน์ไปแล้ว โดยอินโดนีเซียได้มีการล็อกดาวน์เฉพาะในเมืองจาการ์ต้า (เริ่ม 14 ก.ย. 63) สำหรับจำนวนคนติดเชื้อ COVID-19 ในอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนคน เพิ่มจากต้นเดือนที่อยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนคน  

 

  
สำหรับเมียนมาจะล็อกดาวน์เฉพาะเมืองย่างกุ้ง ตั้งแต่วันนี้จนถึง 1 ต.ค. 63 จากการที่มียอดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันในประเทศเมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อประมาณ 3 พันคน จากต้นเดือนก.ย.ที่มีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 1 พันคน (+300% MTD)

 

สำหรับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศต่อหุ้นกลุ่มเครื่องดื่ม ดังนี้

 

  1.เมียนมา : เราคาดการล็อกดาวน์ของประเทศเมียนมา จะมีผลกระทบกับ OSP มากกว่า CBG เนื่องจาก OSP มียอดขายส่งออกไปเมียนมา อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง หรือคิดเป็น 60-70% ของยอดส่งออก (คิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้รวม) ในขณะที่ CBG มียอดส่งออกไปประเทศเมียนมา คิดเป็นประมาณ 14% ของยอดส่งออก (คิดเป็นประมาณ 7% ของรายได้รวม)

 

  2.อินโดนีเซีย : เราคาดการล็อกดาวน์ประเทศ มีผลกระทบ SAPPE และ ICHI เนื่องจากยอดขายของ SAPPE ในประเทศอินโดนีเซียมีสัดส่วน 16% ของยอดส่งออก (8% ของรายได้รวม ส่วน ICHI จะกระทบต่อบริษัทร่วมทุนในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับเป็น Equity Income หรือส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 50% ในบริษัทร่วมทุนนี้) ทั้งนี้บริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซียมียอดขาย จากเมืองจาการ์ต้า คิดเป็นประมาณ 15% ของรายได้รวมของบริษัทร่วมทุน

  
โดยสรุปเราคาดผลกระทบจากการล็อกดาวน์รอบ 2 ในไตรมาส 3/63 จะไม่มากนัก เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 เนื่องจากยอดส่งออกกลุ่มเครื่องดื่มส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ในช่วงไตรมาส 2/63 ไปมากแล้ว ประกอบกับยอดขายส่งออกของในประเทศอินโดนีเซียและเมียนมาของทุกบริษัท คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของรายได้รวม

  
อย่างไรก็ตามเราคาดแนวโน้มไตรมาส 4/63 ในกลุ่มเครื่องดื่มจะลดลง เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของการส่งออก และคาดจะยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจาก COVID-19 จึงยังคง “Neutral” rating สำหรับหุ้นกลุ่ม Food and Beverages โดยแนะนำ “ซื้อ” ICHI (ราคาเป้าหมาย อยู่ที่ 11 บาท) แนะนำ “ซื้อ” CBG (ราคาเป้าหมาย อยู่ที่ 133 บาท) แนะนำ “ซื้อ” SAPPE (ราคาเป้าหมาย อยู่ที่ 20 บาท) และแนะนำ “ถือ” OSP (ราคาเป้าหมาย อยู่ที่ 40 บาท)

 

Share: