“หุ้นเทคฯ จีน”...อนาคตอีกไกล ‘ราคาถูก-อัพไซด์’ ยังมีอีกมาก !!!

ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวที่น่าสนใจในตลาดหุ้นเกิดใหม่ อย่างการมี “มหาเศรษฐี” ในประเทศสหรัฐฯ หลายต่อหลายคนได้โยกกระแสเงินสดและขายหุ้นในประเทศสหรัฐฯ ออกมาหลักพันล้านเหรียญสหรัฐฯ


โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ได้ไหลเข้าลงทุนใน “ตลาดหุ้นเกิดใหม่” ซึ่งมีเพียงประเทศเดียวที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่เอาไว้ เป็นประเทศที่นักลงทุนจับตามองมาโดยตลอดหรือก็คือ “ตลาดหุ้นจีน” ที่ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่


ทำให้นักลงทุนที่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศไม่น้อย เกิดความสงสัย ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ มหาเศรษฐีทั้งหลายถึงให้ความสนใจมาลงทุนในตลาดหุ้นจีน


วันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงอยากนำมุมมองจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” อย่างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มาแชร์แก่นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมกัน

 

 

 

“ตลาดหุ้นจีน” เด่นสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่...เหตุราคา ‘หุ้นเทคยังถูก’ ไปต่อได้ยาว

เมื่อ “สหรัฐ” มีหุ้น FANG” หรือ Facebook, Amazon, Netflix และ Alphabet ฝั่ง “จีน” ก็มี BAT” หุ้นเทคโนโลยีที่ดังระดับโลกเช่นกัน ได้แก่ Baidu, Alibaba และ Tencent


ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ ทั้ง ‘NASDAQ’ และ ‘S&P500’ ทะยานพุ่งขึ้นทำ ‘All Time High’ ไปทั้ง 2 ตลาดก่อนหน้านั้น อีกฝากหนึ่งในตลาดหุ้นจีน ‘SSECI’ ก็ทะยานตามขึ้นมาติดๆ เรียกว่าไม่เหลือร่องรอยของวิกฤติ COVID-19 ให้เห็นเช่นเดียวกัน มาแบบเงียบๆ


โดย “นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” Chief Investment Officer บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ให้มุมมองว่า ‘ตลาดหุ้นจีน’ ถือเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เนื่องด้วยกลุ่มหุ้นอุตสาหกรรมอย่าง ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ ที่มีน้ำหนักค่อนข้างสูงในดัชนีตลาด ยังมีราคาที่ถูกจึงยังมีโอกาสไปต่อได้ ขณะเดียวกันสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะออนไลน์ ที่ช่วยผลักดันให้การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นไวขึ้น จึงทำให้ตลาดหุ้นที่มีกลุ่มเทคโนโลยีได้รับอานิสงส์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงจีนด้วยเช่นกัน

 

(นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส)

 

“อย่างไรก็ตามใน ‘ช่วงสั้น’ ยังมีโอกาสที่ตลาดจะผันผวนได้ เนื่องด้วยระยะเวลาการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐฯ ที่ใกล้เข้ามา อาจถูกนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯในปัจจุบัน หยิบประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มาโจมตีจีนอีกครั้งเพื่อดึงคะแนนก่อนการเลือกตั้ง”


โดยคำแนะนำสำหรับนักลงทุนกลุ่มที่ยังลงทุนในตลาดจีนยังคง ‘ถือต่อไป’ ได้อีกยาว เนื่องจากการเติบโตของตลาดยังคงมีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มที่สนใจในจังหวะที่ตลาดย่อตัวลง ก็ถือเป็นโอกาสที่จะ ‘ทยอยสะสม’ ได้

 

 

“หุ้นเทคฯ จีน”...ยังถูก-อัพไซด์ยังมีอีกมาก

ด้าน “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซท พลัส จำกัด ได้ให้มุมมองว่า การเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจีนของ ‘เศรษฐีสหรัฐฯ’ ถือเป็นปัจจัยบวกแก่ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายใหญ่ โดยตลาดหุ้นจีนถือเป็นตลาดหุ้นที่มีอัพไซด์อีกมาก เนื่องจากหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่าง Alibaba Group และ Tencent ซึ่งมีบริษัทลูกที่สามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพฯ ได้อีกหลายบริษัท ซึ่งจะช่วยให้บริษัทแม่มีอัพไซด์ได้ต่อเนื่องและราคาหุ้นยังไปต่อได้อีก

 

(คมสัน ผลานุสนธิ)

 

“ขณะเดียวกันหุ้นเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็ก ที่มีราคาต่ำและถูก ก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนอย่างการใช้เทคโนโลยี 5G ที่ช่วยผลการดำเนินงานเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งหากถือในระยะยาวก็จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่สูงมาก”

 

 

“เทคฯ-การบริโภค” ปัจจัยหนุนสำคัญ ‘ระยะกลาง-ยาว’ …เตือน ‘ระยะสั้น’ ตลาดอาจไซด์เวย์ได้

คมสัน ยังมองว่า ใน ‘ระยะกลางถึงยาว’ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ตลาดไปได้ต่อเนื่อง ประกอบไปด้วยความก้าวหน้าและเติบโตด้านเทคโนโลยี  การฟื้นของภาคการบริโภคหลังวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างไรก็ดีใน ‘ช่วงสั้น’ ตลาดอาจจะไซด์เวย์ได้ เนื่องจากผลการเลือกตั้งยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน จึงทำให้ก่อนการเลือกตั้งมีโอกาสที่ตลาดจะเกิดเรื่องเซอร์ไพร์ส อย่างการถูกโจมตีในประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้ก่อนการเลือกตั้ง


“สำหรับนักลงทุนที่สนใจอาจจะรอจังหวะลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดย่อตัวลง ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้น 100% อาจจะแบ่งสัดส่วนการแบ่งในตลาดพัฒนาแล้วราว 50% และตลาดหุ้นเกิดใหม่ 50% โดยเป็นหุ้นจีนราว 20-25%


สำหรับ “ตลาดหุ้นจีน” ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ผลงานค่อนข้างโดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยเฉพาะตลาด ‘A-Share’ ที่มีหุ้น New Economy เป็นสัดส่วนที่สูง จึงไม่แปลกนักที่นักลงทุนหลากหลายจะให้ความสนใจ ซึ่งทางเราหวังว่าข้อมูลดังกล่าวนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยตัดสินใจให้แก่นักลงทุนได้บ้างไม่มากก็น้อย

Share: