วิเคราะห์กระแส #แบนSCB แบงก์ใบโพธิ์กระทบแค่ไหน!!

ผ่านไปแล้วกับการนัดรวมพลครั้งใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ แฮชแท็ก #แบนSCB ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ปราศรัยบนเวทีเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมถอนเงินออกจาก “ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)” เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงเผด็จการ

             
ภายหลังการปราศรัยดังกล่าวทำเกิดกระแสเลิกใช้บริการและปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์จำนวนมาก จนแฮชแท็ก #แบนSCB ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามจากหลายฝ่ายว่า การที่คนจำนวนมากออกมาปิดบัญชีหรือเลิกใช้บริการ SCB จะส่งผลกระทบต่อกำไรหรือไม่ และในด้านตลาดทุนจะส่งผลต่อราคาหุ้นมากน้อยขนาดไหน

 

เรื่องนี้ ‘คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด’ ให้ความเห็นกับ Wealthy Thai ว่า กระแสการแบนคงไม่ได้ทำให้ SCB ได้รับผลกระทบอะไร ต้องดูว่าแบนอะไร และเป็นบริการด้านไหน ถ้าเป็นเงินฝาก ปัจจุบันสภาพคล่องของ SCB มีมากพอ เพราะอัตราการปล่อยสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 90% ดังนั้นการที่เงินฝากลดลง SCB น่าจะยินดีมากกว่าเพราะถือเป็นการช่วยลดภาระด้านการเงิน

 

แต่ถ้าถามว่าจะกระทบกับ SCB ด้านไหน ต้องมาดูกันที่ฝั่งของการสร้างรายได้ เช่น อาจแบนไม่ขอสินเชื่อจาก SCB ไม่ขอโปรดักส์อื่นๆ ของ SCB ไม่ซื้อประกันหรือไม่ลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ผมคิดว่ามันไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น กำลังซื้อของกลุ่มคนที่จะแบนไม่ได้เป็นแบบนั้น อาจเป็นเรื่องไวรัล ซึ่งอาจกระทบกับภาพลักษณ์บ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องรายได้มองว่าเป็นไปได้ยาก

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ รายได้หลักของ SCB มาจากดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารเน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งทั้งสองกลุ่มไม่น่ามีแนวคิดที่จะแบน SCB ในประเด็นนี้ น่าจะสนใจประเด็นด้านดอกเบี้ย การบริการ และการอนุมัติวงเงินกู้มากกว่า อีกทั้งด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลูกค้า น่าจะต้องพึ่งพาสินเชื่อของธนาคารด้วย ทำให้ปัจจุบันธนาคารจึงมีแต้มต่อรองสูงมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี ส่งผลให้คนมีความต้องการใช้เงินค่อนข้างมาก

 

“จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผมไม่คิดว่าสาเหตุการประท้วงจะมีผลขนาดทำให้คนไม่มากู้เงินกับ SCB ส่วนการไม่ใช้บริการด้านอื่นๆก็ยาก เพราะบริการต่างๆ ยังมีความผูกพันกันอยู่ ทั้งการลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์และกองทุนรวม ดังนั้นในเมื่อไม่ส่งผลกระทบต่อกำไร จึงยิ่งไม่มีผลต่อราคาหุ้นเช่นกัน สุดท้ายแล้วผลประกอบการก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดกับราคาหุ้น” คุณประกิตกล่าวทิ้งท้าย

Share: